ปุ่มสีแดง บนกุญแจรีโมท และกุญแจอัจฉริยะ ของรถ Nissan คือปุ่มอะไร แล้วมีไว้ทำไม?

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 28-08-2012

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ ปุ่มสีแดงบนกุญแจรีโมทและกุญแจอัจฉริยะของรถ Nissan คือปุ่มอะไร? แล้วมีไว้ทำไม? (มีคลิป VDO) เรียบร้อยแล้วครับ

 
 
 


 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 2 : ตั้งค่า ตั้งเครื่อง เรื่องจิ๊บ ๆ

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 24-08-2012

หลังจากเพื่อน ๆ ได้ดูข้อมูลเบื้องต้นของวิทยุติดรถยนต์นิสสัน มาร์ช อย่างเจ้า March GO ไปเรียบร้อยแล้วในรีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 1 : เปลี่ยน…สู่สิ่งที่ดีกว่า

ในตอนที่ 2 ผมจะพามาเจาะดูการตั้งค่าของเครื่องกันก่อนเลย ก่อนที่จะพาไปสัมผัสความบันเทิง เพราะแต่ละคน ย่อมชอบไม่เหมือนกัน

ซึ่งการเข้าไปตั้งค่าเครื่องนั้น จะต้องเข้าจากเมนูหลัก ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เปิดเพลงฟังอยู่ในโหมดไหนก็ตามแต่ จะเห็นรูปลูกศรย้อนขึ้นที่มุมบนขวาของหน้าจอแบบนี้

 

 

ก็กดไป 1 ทีครับ

 

 

ผลก็คือ เราจะกลับมาหน้าเมนูหลักแบบนี้

 

 

การตั้งค่าเครื่องก็ให้เพื่อน ๆ กดที่ SETUP 1 ที

 

 

ก็จะเข้าสู่หน้าจอ SETUP แบบนี้ครับ

 

 

ถ้าเพื่อน ๆ เอานิ้วสไลด์หน้าจอขึ้น ก็จะเจอเมนูการตั้งค่าอีกเพียบครับ

 

 

ก่อนอื่นเลย เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะไม่ถนัด หรือไม่ชอบภาษาอังกฤษ ผมแนะนำให้เปลี่ยนภาษาก่อนเลยครับ โดยเข้ามาที่เมนู Lang. ซึ่งย่อมาจาก Language หรือแปลว่า “ภาษา” นั่นเอง

 

พอเข้ามาแล้วก็จะเจอหน้าจอเลือกภาษา ซึ่งมีให้เลือกถึง 11 ภาษาเลยทีเดียวได้แก่

1. จีน
2. อังกฤษ
3. ฝรั่งเศส
4. สเปน
5. เยอรมัน
6. รัสเซีย
7. อิตาลี
8. โปรตุเกส
9. อะราบิค
10. ไทย
11. จีนกลาง

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ถนัดภาษาอะไรก็สามารถเลือกได้เลยตามใจชอบครับ แต่ถ้าจะเลือกไทยก็สไลด์หน้าจอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงภาษาที่ 10

 

 

ก็จิ้มไปที่คำว่า Thai 1 ที หน้าจอก็จะแสดงผลเป็นภาษาไทยทันที แบบนี้

 

 

จากนั้นให้เรากดปุ่มลูกศรย้อนขึ้น 1 ที ก็จะพบว่า เมนูการตั้งค่าได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

 

 

ลองสไลด์ดูเมนูอื่น ๆ ด้านล่าง

 

 

ทีนี้ลองมาเจาะดูแต่ละเมนูกันครับ ว่ามีอะไรให้เราเล่นบ้าง

เริ่มที่เมนูแรกคือ “วอลล์เปเปอร์” ซึ่งในเมนูนี้จะเป็นการเปลี่ยนภาพพื้นหลัง โดยมีให้เลือกเปลี่ยนตามสไตล์ถึง 42 ภาพ

 

โดยการเลือกภาพพื้นหลัง เราก็เพียงเอานิ้วปัดหน้าจอสไลด์ไปทางซ้ายหรือขวา จนเจอภาพที่เราถูกใจก็จิ้มไปที่ภาพ 1 ที ภาพพื้นหลังก็จะเปลี่ยนใหม่ให้ทันทีและทันใจ

ทีนี้กดลูกศรย้อนขึ้นมาดูเมนูที่ 2 กันครับ นั่นคือ “หมุน” หรือภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “Wheel” ซึ่งมันคือการตั้งค่า “ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย” นั่นเอง

 

 

ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะงงว่า ตั้งค่าทำไม ในเมื่อปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยก็มีสัญลักษณ์บอกอยู่แล้ว ว่ากดปุ่มแต่ละปุ่มเป็นการใช้คำสั่งอะไร

 

แต่นั่นคือการใช้งานแบบปกติ ซึ่งมีอยู่แล้วในเครื่องเสียงติดรถจากโรงงาน ที่จะถูกกำหนดค่ามาตามมาตรฐาน แต่เครื่อง March GO มีความพิเศษให้ตรงที่เราสามารถปรับแต่งปุ่มทั้ง 5 ปุ่มนั้นได้อย่างอิสระ ตามใจเรา เพราะคนเรามีความชอบไม่เหมือนกันนั่นเอง

เอาง่าย ๆ ผมเองก็มีการเปลี่ยนให้ปุ่ม “Back” ตรงมุมล่างซ้าย เป็นการสั่งให้เครื่อง “เงียบเสียง” หรือ “Mute” แทน เพราะชีวิตจริง ผมจะใช้ปุ่มนี้บ่อย จึงไม่อยากเอื้อมมือไปที่ตัวเครื่อง ให้เสียสมาธิในการขับขี่ไงละครับ

ย้อนกลับมาดูเมนูที่ 3 กันเลยดีกว่า กับเมนู “เวลา”

 

ซึ่งในเมนูนี้ สำหรับการตั้งวันที่และเวลา แต่ผมจะบอกว่า ไม่จำเป็นเลยสำหรับ March GO เพราะเครื่องได้มีการเชื่อมเวลาผ่านดาวเทียมมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นความแม่นยำของเวลาจะสูงมาก เทียบเท่ากองทัพเรือไทยได้เลย

 

มาดูเมนูที่ 4 กันเลยกับ “ระบบ” ครับ

 

 

อันแรกคือ “เปิดย้อนกลับ” เอ่อ….งงอ่ะ ขอเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะครับ

 

อ๋อ Reverse นั่นเองครับ

ซึ่ง Reverse หรือ “เปิดย้อนกลับ” มันคือการตั้งค่ากล้องมองหลังเวลาเราปิดวิทยุอยู่นั่นเอง

 

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน ว่าเวลาเราเปิดเครื่อง March GO เพื่อฟังเพลง ดูทีวีหรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังปุ๊ป ภาพก็จะตัดมาที่กล้องมองหลังปั๊ป เพื่อแสดงภาพด้านหลังรถของเราโดยอัตโนมัติ

 

แต่การตั้งค่าในส่วนนี้ คือการตั้งค่าเมื่อเราปิดเครื่อง March GO อยู่ โดยมีให้เราเลือก on หรือ off นั่นเอง

ถ้าเราตั้งไว้เป็น on เวลาที่เราไม่ได้เปิดเครื่อง March GO หน้าจอก็จะเปิดทำงานอัตโนมัติเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลัง เพื่อแสดงภาพในขณะที่เราถอยหลัง

ถ้าเราตั้งไว้่เป็น off เวลาเราเข้าเกียร์ถอยหลัง ภาพก็จะไม่แสดงนั่นเองครับ

 

 

ส่วนเมนูถัดไป “การ์ตูน” หรือ “cartoon” นั้นไม่ต้องสนใจครับ เพราะเป็นลูกเล่นของเมืองนอก เมืองนาเค้า เราไม่เกี่ยว

 

ข้ามมาดูที่เมนู “บีพ” หรือ “Beep” กันเลย

 

ซึ่งเมนู Beep นั้น คือการเปิดเสียงปุ่มกดนั่นเอง ถ้าเราตั้ง on เวลากดปุ่มต่าง ๆ ก็จะมีเสียงปุ่มกดขึ้นมาด้วย แต่ถ้า off ก็จะไม่มีเสียงครับ

 

ถัดมาคือ “PIP” ซึ่งย่อมาจาก Picture in Picture เป็นการตั้งค่าให้ระบบการแสดงแบบ 2 หน้าจอซ้อนกัน ซึ่งเราต้อง on ไว้แน่นอนครับ เพราะนี่คือ ความสามารถหลักที่ตอบโจทย์ความต้องการของผมเลย เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ผมจะได้ใช้ GPS ได้ โดยไม่หลงทาง ส่วนภรรยาผมก็สามารถดูหนังไปด้วยได้

 

 

และอันสุดท้ายของการตั้งระบบก็คือ Saver หรือคำเต็มที่พวกเราคุ้นเคยกัน ก็คือ Screen Saver หรือภาพพักหน้าจอนั่นเองครับ

 

 

โดยเราสามารถตั้งเวลาได้ว่า เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรที่เครื่องนานเท่าไหร่ ภาพพักหน้าจอถึงจะขึ้นมาแสดง โดยมีระยะตั้งแต่ 1 นาที

 

 

5 นาที

 

 

และนานสุด 10 นาที

 

 

และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ภาพพักหน้าจอจะแสดงเป็นรูปนาฬิกาแบบนี้ครับ

 

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนแบบนาฬิกา ก็ทำได้ด้วยการกดปุ่มตรงกลางของนาฬิกา

 

 

นาฬิกาก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้

 

 

กดอีกทีก็จะเป็นแบบนี้

 

 

ถ้าเราอยากเข้าสู่โหมดปกติ ก็จิ้มที่หน้าจอตรงไหนก็ได้ครับ ก็จะเข้าสู่หน้าจอการใช้งาน March GO ปกติ

 

หรือเราสามารถเลือก off เพื่อปิดระบบนี้ไปก็ได้ครับ

 

 

ทีนี้เราออกมาดูเมนูการตั้งค่าถัดไป ที่เขียนว่า “ออดิโอ”

 

 

ก็จะเจอหน้าตาแบบนี้

 

ซึ่งเป็นการตั้งค่าเสียงนั่นเอง เราสามารถปรับเสียงเบส เสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม ได้อย่างอิสระ

หรือถ้าเราไม่ถนัด จะลองปรับตาม package ที่ระบบตั้งมาให้ก็ได้ โดยกดปุ่มนี้

 

 

เสียงก็จะเปลี่ยนไปตาม package ให้เราเลือกว่าชอบฟังเสียงแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นแบบป๊อป

 

 

คลาสสิค

 

 

ร๊อค

 

 

แจ๊ส

 

 

มาตรฐาน

 

 

หรือแบบกำหนดเองตามใจเรา

 

 

เมื่อได้เสียงที่ตรงกับใจแล้ว ทีนี้ลองมากดปุ่ม “ลูกศรชี้ลง” ด้านขวากันบ้างครับ

 

กดเข้าไปแล้ว จะเจอหน้าจอการตั้งค่า Balance หรือ “สมดุล” หรือการตั้งค่าให้เสียงออกลำโพงไหนบ้าง

ซึ่งลำโพงของรถเราจะมี 4 ตัว อยู่ที่ประตูรถแต่ละด้าน ทั้งหน้าซ้าย หน้าขวา หลังซ้าย หลังขวา ถ้าเราจะให้เสียงออกทางไหน หรือไม่ให้เสียงออกทางไหนก็ปรับได้ตรงนี้แหล่ะครับ

อย่างเวลาคุณพ่อ คุณแม่ขึ้นมานั่งรถด้านหลัง ผมก็จะกดปุ่ม Front ไปเรื่อย ๆ จนกว่า “จุดสีเหลือง” จะวิ่งขึ้นข้างบนจนสุด เพื่อเป็นการกำหนดให้เสียงออกเฉพาะลำโพงหน้าเท่านั้น เพราะแน่นอน คุณพ่อ คุณแม่ผมไม่โปรดเพลงที่ผมกับภรรยาฟังสักเท่าไหร่หรอก

 

 

และเมื่อขับไปสักพักนึง ภรรยาเกิดหลับ ผมก็ไม่อยากให้เสียงเพลงรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอมากนัก ผมก็จะกดปุ่ม R มาจนสุด เพื่อให้เสียงเพลงดังผ่านลำโพงด้านคนขับเพียงลำโพงเดียว ให้ผมได้ยินชัดเจนอยู่คนเดียว แบบนี้

 

ซึ่งเพื่อน ๆ จะปรับ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ค สตาร์ต” อะไรก็ว่าไปกันตามความเหมาะสมเลยนะครับ เพื่อจะได้สูตร 30 ชีวิตมาใช้ 5555+

 

 

ถัดจากเมนูออดิโอ จะเป็นเมนู “ภาษา” ซึ่งผมได้รีวิวไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ก็ขอข้ามมาเมนูถัดไป คือ “วีดีโอ” เลยแล้วกันนะครับ

 

 

เมื่อกดเข้ามาจะเจอหน้าตาแบบนี้ครับ

 

เริ่มที่ Video Warning คือ เมื่อเราเปิดวีดีโอ จะมีการเตือนก่อน ว่าไม่ควรดูในขณะขับขี่ ซึ่งถ้าเราตั้ง on เวลาเราเปิดไฟล์วีดีโอ หรือหนัง หน้าจอก็จะขึ้นเตือนมาแบบนี้

 

 
 

แต่ถ้าเราตั้งค่าให้เป็น off เวลาเราเปิดไฟล์ ก็จะสามารถดูวีดีโอได้เลยแบบนี้

 

 
 

ส่วน Camera คือ การตั้งค่ากล้องมองหลังรถ ว่าเราจะตั้งค่าให้ภาพที่ออกมาเป็นแบบไหน

 

 

ถ้าค่าเป็น Normal ก็คือ ภาพจริงตามสายตาที่เห็นแบบนี้ครับ

 

 

แต่ถ้าเรากดอีกที ค่านี้จะกลายเป็น Mirror

 

 

ภาพก็จะสะท้อนกลับเหมือนกระจก จะเห็นได้ว่า ภาพจะสลับกับเมื่อกี้ ชั้นวางรองเท้าจะถูกย้ายไปอยู่ด้านขวาแทน ทั้งที่ความจริง จะอยู่ด้านซ้าย

 

 

ออกจากการตั้งค่าวีดีโอ มาดูเมนูถัดไปกันครับ นั่นคือ “นำทาง” หรือ “NAVI”

 

 

เมื่อเรากดเข้ามาแล้ว เราจะพบว่า เครื่องได้ทำการแสกนหาไฟล์ EXE ที่อยู่ในช่อง GPS Card ออกมา ว่ามีไฟล์ไหนบ้าง

 

ซึ่งถ้าในการ์ดของเพื่อน ๆ มี GPS ให้ใช้หลายตัว หลายเวอร์ชั่น เราก็สามารถกดเลือกโปรแกรมหรือเวอร์ชั่น GPS ที่ต้องการใช้ได้ อย่างในการ์ดผม มีทั้งโปรแกรมที่ทางร้านให้มา และโปรแกรมเดิมที่เคยใช้อยู่ใน March Navi ซึ่งผมได้ใส่ลงไปใน SD Card เดียวกันนั่นแหล่ะ ซึ่งทำให้ผมสามารถเลือกโปรแกรมได้ ว่าจะใช้ตัวไหนนำทาง โดยการจิ้มไปที่ตัวที่เราต้องการใช้ และกดลูกศรย้อนขึ้นเท่านั้นเอง

 

 

จาก GPS มาต่อที่เมนูถัดไปครับ นั่นคือ “วิทยุ” หรือ “Radio”

 

 

กดเข้ามาก็จะเจอหน้าจอนี้ ซึ่งเป็นการตั้งค่าวิทยุท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ อย่าง ยุโรป

 

 

จีน

 

 

รัสเซีย

 

 

อเมริกา

 

ซึ่งเราคงไม่ได้อยู่ในประเทศเหล่านั้น ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด งั้นไปกันต่อครับ ที่เมนูถัดไป “ทีวี” หรือ “TV” ซึ่งเอาไว้ตั้งค่าในการดูทีวี ผ่าน March GO นั่นเอง

 

โดยค่า PAL BG ถือเป็นค่าที่ถูกต้องในการรับสัญญาณฟรีทีวีของบ้านเราแล้วนะครับ ตรงนี้ก็ไม่ต้องตั้งค่าอะไร เพราะทางร้านได้ตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว

 

มาดูค่าต่อไปกันครับกับ “BT” หรือ “Bluetooth” เป็นการตั้งค่าการใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อผ่าน March GO ทางบลูทูธ

 

โดยมีให้ตั้งค่าอยู่ 2 แบบคือ

1. เชื่อมต่ออัตโนมัติกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อเราเปิดเครื่อง March GO ขึ้นมา
2. รับสายโดยอัตโนมัติ เมื่อมีสายเข้ามา

ก็เลือก on เลือก off กันตามความสะดวกเลยนะครับ

 

มาดูค่าต่อไปกันครับกับ cali. ที่ย่อมาจาก Calibrate ซึ่งเป็นการปรับตั้งหน้าจอสัมผัส  Touchscreen นั่นเอง

 

 

โดยเราจะได้ปรับตั้งเมื่อรู้สึกว่า พอเราสัมผัสหน้าจอแล้ว คำสั่งที่ออกไป เริ่มไม่ตรงกับที่เราสัมผัสแล้ว เช่น กด DISC แต่ไปเปิด SD เป็นต้น เราก็เข้ามาตั้งค่าตรงนี้ได้ ด้วยการกดไปตามจุดที่ปรากฏขึ้นให้ครบทุกจุด ประมาณ 5 จุด เท่านี้ก็เรียบร้อย

 

 

เมนูถัดมาคือ Restore คือการย้อนกลับไปสู่ตอนซื้อเครื่องใหม่ ๆ โดยจะใช้เมื่อเครื่องมีปัญหามาก ๆ และแก้ไขไม่ได้นั่นเอง

 

ซึ่งในภาวะปกติ ก็อย่าไปกดนะครับ เพราะข้อมูลและการตั้งค่าต่าง ๆ จะหายไปหมดเลย รวมถึงการตั้งค่าที่ทางร้านตั้งมาให้ใช้งานเฉพาะในเมืองไทยก็จะอันตรธานไปด้วยเช่นกัน

 

และเมนูสุดท้ายกับ Version ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดง Version ของเครื่องที่เราใช้งานอยู่นั่นเอง

 

 

จบไปทุกเมนูแล้ว ทีนี้มาดูคลิปกันบ้างครับ

เป็นยังไงบ้างครับ กับการตั้งค่า ตั้งเครื่อง มันเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ เลยใช่ไหมละครับ

แล้วเจอกันใหม่ตอนที่ 3 ครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบครับ

 

ข่าวดี!! วิทยุ March GO จัดโปรโมชั่นพิเศษ!! สำหรับผู้อ่านรีวิว ThaiMarch.info เท่านั้น!! รายละเอียดคลิกได้เลยครับ

 
 


 

 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “เปลี่ยนสีเรือนไมล์” Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 05-10-2011

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ เคยเป็นกันไหมครับ? กับอาการ“เบื่อ”อะไรเดิม ๆ ที่มีอยู่

ซึ่งแน่นอน ถ้าเพื่อน ๆ อ่านอยู่ ณ บรรทัดนี้ ผมก็เชื่อว่า เพื่อน ๆ น่าจะมีความขี้“เบื่อ” อยู่พอสมควร ไม่งั้น คงไม่หาอะไรใหม่ ๆ จากในรีวิวผมแน่ ๆ

เพราะการแต่งรถ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิม ๆ ที่มีในรถ ไปสู่สิ่งใหม่ที่หัวใจเราชอบนั่นเองครับ

และแน่นอน หลังจากผมขับเจ้า March มาเกือบ 15 เดือน ใช้ชีวิตบนถนนไปกับเจ้า Lucky สีส้มคันเก่งกว่า 40,000 กิโล ผมก็เกิดอาการเบื่อสี “เรือนไมล์” ของเจ้า March ขึ้นมาซะอย่างนั้น

 

 

ในส่วนสีส้มทั้งหลาย ทั้งจออัจฉริยะและจอบอกระยะทางด้านขวา ผมก็ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ในส่วนสีขาว แม้จะดูสบายตา แต่คิดไป คิดมา ถ้าได้เติมสีสันสดใสเข้าไปแทนที่ ก็น่าจะช่วยให้ การขับรถในยามค่ำคืนของผม มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอีกมิใช่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรีบขับเจ้า March วิ่งไปร้านประดับยนต์ เพื่อทำการเปลี่ยนสีเรือนไมล์ใหม่ทันที!!

โดยเจ้าของร้านประดับยนต์บอกว่า ในส่วนวัดรอบ และวัดความเร็วที่เป็นสีขาว สามารถเปลี่ยนสีได้“ตามสั่ง” ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเลย ว่าจะให้ตรงไหนเป็นสีอะไร ก็สามารถ “สั่งได้”

ที่สำคัญ สีทั้งหมดที่เปลี่ยนไป ถ้าเกิดเบื่อ ก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้อีกตลอดเวลา หรือจะกลับมาใช้มาตรฐานเดิมของรถ คือ สีขาว ก็สามารถเปลี่ยนกลับได้ทันที

ผมถามเจ้าของร้านเพิ่มว่า นอกจากตัวเลขในวัดรอบและวัดความเร็วที่เป็นสีขาวแล้ว ถ้าสมมติผมจะเปลี่ยนสีของจออัจฉริยะ และจอเล็ก ๆ ด้านขวาจากสีส้ม เป็นสีอื่น จะทำด้วยได้ไหม?

 

 

เจ้าของร้านบอกว่า จริง ๆ ก็เปลี่ยนสีได้ แต่ไม่รับทำครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกับวงจรของหน้าปัทม์ ซึ่งเจ้าของร้านไม่อยากเข้าไปยุ่งนั่นเอง

เมื่อได้ฟังดังนี้ ผมถือว่าเป็นวิธีการแต่งรถที่ดีครับ เพราะไม่ทำให้เสียรถ เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยนสีใหม่ หรือเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้ตลอดเวลา

และด้วยการที่เราสามารถเลือกสีไหนใส่เลขไหน ขีดไหนก็ได้ ผมเลยขอเวลานั่งดีไซน์สีให้เรือนไมล์ตัวเองสักพัก ก่อนตัดสินใจทำ

จนเมื่อ 15 นาทีผ่านไป ผมก็ยังตัดสินใจจัดสีใหม่ไม่ได้ เพราะแบบนั้นก็สวย แบบนี้ก็สวย  เจ้าของร้านจึงแนะนำว่า ให้ลองเล่นระดับสีดูด้วยการแบ่งโซนตามระดับความเร็วรอบ และความเร็วรถ ออกเป็นช่วง ๆ แทน

เพราะนอกจากจะสดใสสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ในการควบคุมความเร็วได้อีกด้วย เช่น สีนี้เป็นโซน Eco ขับแล้วจะประหยัดน้ำมัน ส่วนสีถัดไปเป็นโซนสปอร์ต หรือโซนซิ่ง เป็นต้น

ซึ่งผมก็เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนสีเรือนไมล์เพิ่มก็ตรงนี้ จึงตัดสินใจสั่งเปลี่ยนสีทันที โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที สีเรือนไมล์ของผมก็กลายเป็นแบบนี้

 

 

มาดูในส่วนวัดรอบ จะพบว่า สีได้เปลี่ยนไปดังนี้
1. ตัวเลข 1 – 3 เป็นสีเหลือง ซึ่งถือเป็นรอบเครื่องยนต์ในการขับขี่ปกติ
2. ตัวเลข 4 – 6 เป็นสีส้ม ถือเป็นรอบเครื่องยนต์ในการเร่งแซง และขับขี่ด้วยความเร็วสูง
3. ตัวเลข 7 – 8 เป็นสีแดง จัดให้เป็นสีเดียวกับแถบพื้นหลังหรือ Red Line นั่นเอง ถือเป็นรอบเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป
4. เปลี่ยนสีขีดบอกตัวเลขหลัก ๆ (1 2 3 4….) ให้เป็นสีน้ำเงิน ส่วนสีขีดย่ิอย ยังคงสีเดิมไว้ คือ สีขาว เพื่อความชัดเจนในการดูระดับรอบ
5. เปลี่ยนสีตัวอักษร “x1000r/min) ให้เป็นสีน้ำเงิน เข้ากับสีขีดหลัก

 

 

 

และในส่วนวัดความเร็ว ก็ใช้แนวคิดเดียวกันกับสีวัดรอบเป๊ะเลยครับ เพื่อให้ดูเข้ากันนั่นเอง

เพียงแต่ผมได้เปลี่ยนสีขอบนอกรูปครึ่งวงกลมจากสีขาว เป็นสีส้มเพิ่มครับ

ลองมาดูภาพเต็มกันครับ

 

 

หลังจากเปลี่ยนสีเสร็จเรียบร้อย ผมก็ขับรถออกจากร้านประดับยนต์มาในช่วงหัวค่ำพอดี ซึ่งผมรู้สึกว่า การขับรถมีชีวิต ชีวาเพิ่มขึ้นจริง ๆ ครับกับสีสันสดใสที่ใส่เข้ามา ดูสวยขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ

ที่สำคัญ เมื่อมีโอกาสได้เร่งความเร็วมากขึ้นบนทางด่วน การจัดสีไมล์ สามารถควบคุมการขับขี่ของผมได้อย่างดี ไม่ว่าจะขับแบบ Eco Drive เพื่อประหยัดน้ำมัน หรือจะขับด้วยความเร็วสูงก็ตาม ผมไม่ต้องก้มลงมามองไมล์มากนัก เพราะด้วยการใช้สายตาแวบมองเพียงนิดเดียว ก็ช่วยให้ผมรู้ตัวเองดีว่า ความเร็วขณะนั้นอยู่ในโซนสีอะไร ประหยัดน้ำมันดีไหม? หรือ เริ่มขับรถเร็วไปไหม?

 

และเมื่อผมได้เปิดโปรแกรมนำทางในรถไปด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้ถูกใจ เพราะสีสันมันเข้ากันได้ดีจริง ๆ ครับ

 

 

ก็นับว่าเป็นของแต่งที่คุ้มค่า คุ้มราคา อีก 1 ชิ้นที่อยากแนะนำครับ

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อ่านจบครับ มีความคิดเห็นใด ๆ สามารถโพสต์แสดงความคิดเห็นได้ด้านล่างเลยครับ

 

รายละเอียดการเปลี่ยนสีเรือนไมล์รถ
– ราคา 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสี
– เวลาติดตั้ง 30 นาที

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “ท้าวแขนเบาะหน้า” Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 03-10-2011

สวัสดีครับ

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า Nissan March นั้นไม่มีที่วางแขนตรงกลางของเบาะหน้าระหว่างคนขับกับผู้โดยสารมาให้ ซึ่งหลายคนก็รู้สึกเสียดาย และอยากให้มีท้าวแขนเพื่อลดความเมื่อยล้าในการขับรถระยะไกล

ก่อนหน้านี้ ผมเห็นร้านประดับยนต์หลายร้านทยอยนำเข้ามาจำหน่ายให้เพื่อนสมาชิกในช่วงราคาประมาณ 1,500 บาท +-

โดยการติดตั้งนั้น ทำได้ไม่ยาก แต่มีข้อแม้หนึ่งข้อ คือ ต้องแลกกับพื้นที่วางแก้วตรงกลางสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง!!

 

ซึ่งจะว่าไปก็เข้า concept เหมือน March Navi ที่ผมเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ คือ “ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกทางสักทาง ได้ไหม?”

แต่ด้วยความจำเป็นในการใช้ที่วางแก้วน้ำด้านหลังของผมยังมีมากพอ เกินกว่าที่ท้าวแขนจะเข้ามาแทนที่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมเป็นคนดื่มน้ำเก่ง ที่วางแก้วและขวดน้ำทั้ง 5 ตำแหน่งที่ Nissan จัดมาให้ จึงเต็มอยู่ตลอดเวลา และผู้โดยสารด้านหลังที่ใช้บริการโดยสารรถผมบ่อย ๆ อย่างคนในครอบครัวก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกันเลย

ผมจึงล้มเลิกโครงการติดตั้งของแต่งชิ้นนี้ไปโดยปริยาย

——————–

 

จนเมื่อ ร้านประดับยนต์ร้านหนึ่งได้นำท้าวแขนเข้ามาจำหน่ายในราคาเพียง 1,000 บาทถ้วน

ด้วยราคาที่ค่อนข้างยั่วยวนใจไม่ใช่น้อย ทำให้ผมกลับมาสนใจเจ้า“ท้าวแขน” ชิ้นนี้อีกครั้ง

แม้ภายในใจยังรู้สึกขัด ๆ อยู่เช่นเคยกับการต้องสูญเสียที่วางแก้วน้ำด้านหลัง

แต่ด้วยความอยากได้ เริ่มมีมากขึ้น เนื่องจากพบข้อเท็จจริงที่ว่า ท้าวแขนนี้ สามารถเปิดเพื่อเก็บของได้ และที่สำคัญ ในการติดตั้งท้าวแขน สามารถเลือกได้ว่า จะเจาะรูยึดถาวรไปเลย หรือจะไม่เจาะรูยึดก็ได้ ใช้วางครอบลงไปเลยก็สามารถใช้งานได้เหมือนกัน

เมื่อรู้ดังนี้ ผมจึงตัดสินใจสั่งซื้อท้าวแขนชิ้นนี้ ทันที!!

 

 

 

โดยการติดตั้งครั้งนี้ ผมเลือกการติดตั้งแบบไม่เจาะยึด เพื่อไม่ให้เสียรถ และสามารถเอาออกได้ เมื่อต้องใช้ที่วางแก้วน้ำ

 

โดยที่ร้านจับประกอบเป็นท้าวแขนสำเร็จรูปให้แบบนี้

 

 

 

เมื่อจับพลิกมาดูจะพบแท่นยาว ๆ มีรู ซึ่งถ้าเราจะเจาะยึดให้แน่นหนา ก็เจาะผ่านรูทั้ง 4 นี่แหล่ะครับ

 

 

แต่ในเมื่อผมไม่ต้องเจาะรูยึด ผมก็นำมันครอบลงไปเลย โดยให้แท่นยาว ๆ เสียบเข้าไปที่ช่องวางแก้วน้ำด้านหลังแบบนี้

 

 

 

เมื่อเอามือกดปุ่มปลดล็อคระดับ ก็จะวางได้เป็นแบบนี้

 

 

 

เดินมาดูด้านหน้ากันครับ จะพบว่า มันเข้ากันได้ดีกับโทนสีเดิมของภายในรถ March เดี๊ยะเลย

 

 

 

ดูจากด้านบนในส่วนที่วางแขน วัสดุจะเป็นหนังครับ

 

 

เมื่อซูมดูชัด ๆ จะพบสลักปลดล็อคอยู่ 2 อัน บนกับล่าง

 

 

 

เริ่มต้นที่สลักด้านบน ผมใช้มือเปิดดูด้วยการงัดขึ้นเพื่อปลดล็อค

 

 

ซึ่งก็คือการเปิดฝาเพื่อเก็บของนั่นเอง

 

 

 

วัสดุภายในช่องเก็บของถูกหุ้มด้วยสักกะหลาดนิ่ม ๆ จึงมั่นใจได้ว่า ของที่วางลงไปจะไม่เลื่อนไหล ย้ายไปก็ย้ายมา จนเกิดเสียงกระแทกให้รำคาญหู

 

 

 

และดูขนาดแล้ว จุได้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย แต่จะมาก-น้อยแค่ไหน ต้องพิสูจน์

เริ่มง่าย ๆ ด้วยของใกล้ตัว คว้าโทรศัพท์มือถือของพนักงานในบริษัทมา 4 เครื่อง ประกอบด้วยค่าย apple 2 เครื่อง และค่าย nokia 2 เครื่อง

 

 

 

ลองวางลงไปดูสิ

 

 

รู้สึกยังมีพื้นที่เหลืออยู่แฮะ

 

 

 

งั้นขอนายแบบคนใหม่มาช่วยพิสูจน์หน่อย

 

 

 

จับนอนลงไปเลย สบาย ๆ มี leg room เหลือซะด้วย! 555

 

 

 

เมื่อเจ้าหมีม่วงปฏิบัติภารกิจวัดพื้นที่เสร็จแล้ว ก็กระโดดมานอน planking ต่อทันที ให้เพื่อน ๆ เค้าได้รู้หน่อยว่าเจ้าตัวใหญ่ขนาดไหน!

 

 

 

ก่อนจะปิดฝา ผมตัดสินใจเอาของใช้ประจำในรถมาเก็บดู ก็ได้ประมาณนี้ครับ สบาย ๆ

 

 

 

จากนั้น ปิดฝาลงให้มีเสียงดัง “กรึ๊ก” เพื่อแสดงว่า ฝาปิดสนิทแล้ว

 

ทีนี้เรามาดูสลักอันที่ 2 ด้านล่างกันครับ จะพบว่า มีรูเรียงกันเป็นแถว ผมเลยลองเอามือกดเข้าไปตรง ๆ ดูแบบนี้

 

 

 

ก็พบว่า เราสามารถเปลี่ยนองศาของระดับท้าวแขนได้ค่อนข้างหลากหลายครับ เพื่อรองรับสรีระที่แตกต่างกันของแต่ละคน

 

 

 

สูงอีกหน่อยก็ได้

 

 

 

หรือดึงขึ้นให้สุด เปิดพื้นที่ให้โล่งก็ทำได้

 

 

 

และแน่นอนครับ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ หรืออยากจะใช้ที่วางแก้วด้านหลัง ก็ยกออกมาวางไว้ได้ง่าย ๆ เลย

 

 

 

เมื่อทดสอบฟังค์ชั่นเรียบร้อยแล้ว ผมก็ลองออกไปใช้งานจริง

 

 

 

ผมพบว่า มันสะดวกและช่วยให้ลดความเมื่อยล้าในการขับรถได้ดีทีเดียวครับ เพราะเราสามารถปรับระดับท้าวแขนให้รองรับสรีระของเราได้หลายระดับ และด้วยความที่ส่วนที่แขนเราสัมผัส ถูกบุด้วยหนัง ทำให้รู้สึกสบายแขนจริง ๆ จนไม่อยากเอาแขนขึ้นมาเลย ในช่วงที่ขับทางตรงยาว ๆ แบบไม่ต้องเลี้ยวรถ

และแม้ผมจะเลือกการติดตั้งแบบไม่เจาะยึดฐาน ก็ไม่ได้ทำให้ท้าวแขนไม่แน่นหนาแต่ประการใด การวางแขนพักลงไป สามารถวางได้ปกติครับ ท้าวแขนไม่มีอาการโคลงเคลงใด ๆ ให้รู้สึกหวั่นไหวเลย

ที่สำคัญ พื้นที่เก็บของภายใน ทำให้รถผมเป็นระเบียบ และจัดวางของเป็นสัด เป็นส่วนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

จากที่ไม่เคยมี ก็ไม่เคยใช้ แต่พอติดตั้งลงไปแล้ว กลับรู้สึกถึงความจำเป็นขึ้น จนมีเรื่องขำ ๆ คือ ผมกับภรรยาแย่งกันวางแขนตลอดเวลาเลยทีเดียว 55555+

และทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยดึงมันออกมา เพื่อวางแก้วตามที่คิดไว้เลย แม้แต่ครั้งเดียวครับ!!

นับว่าเป็นของแต่งที่คุ้มค่า คุ้มราคาจริง ๆ ครับ

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อ่านจนจบครับ มีข้อเสนอแนะ หรือแนะนำ-ติชมใด ๆ แสดงความเห็นได้ด้านล่างเลยครับ

 

 



ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน Nissan March ทั้งหน้าและหลัง และขนาดใบปัดน้ำฝนของ March

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 23-09-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน Nissan March ทั้งหน้าและหลัง และขนาดใบปัดน้ำฝนของ March
 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 1,000 กิโล”

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 23-09-2011

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 1,000 กิโล” เรียบร้อยแล้วครับ

 

 

รีวิว “เก๊ะเก็บของด้านบน” ของแต่ง March จากศูนย์ Nissan

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 20-09-2011


รหัสสินค้า F85601HJOA
ชื่อภาษาอังกฤษ : Upper Lid Glove Box
ชื่อภาษาไทย : ฝาเก๊ะเก็บของ K13
ราคา 995 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 
ภายในงาน Motor Expo เมื่อปลายปี 2010 ที่ผ่านมา นิสสันได้มีการเปิดตัวเก๊ะหน้ารถด้านบนเพิ่มเติม และพร้อมจำหน่ายให้ลูกค้ามาร์ชทั่วไป

 

 

แล้ว รุ่น V / VL จะติดตั้งเก๊ะบนได้หรือ ไม่มีผลกระทบกับถุงลมนิรภัยหรืออย่างไร?

ส่วนหลายคนที่ใช้รุ่น V และ VL ซึ่งได้ถุงลมนิรภัยคู่มานั้น ไม่ต้องกังวลใจว่ามันจะติดตั้งไม่ได้ เพราะถุงลมนิรภัยอยู่เหนือขึ้นไป คนละตำแหน่งกับเก๊ะบนนะครับ

 

ถ้ายังเกิดความลังเลใจว่าจะเชื่อผมได้หรือเปล่า ลองดูจากคลิปทดสอบการชนของ March ดูก็ได้ว่าถุงลมฝั่งผู้โดยสารมันโผล่มาจากช่องไหน

 

แต่ถ้าดูไม่ออก มาดูเลยดีกว่า ว่านี่คืออะไร

 

 

ซึ่งเจ้าเก๊ะบนที่เราซื้อมาติดตั้งนั้น มันก็เอามาแทนเจ้าฝาตัวนี้แหล่ะ

 

 

พูดง่าย ๆ ว่าของเดิมที่โรงงานให้มา มันมีพื้นที่วางของอยู่แล้ว และถูกปิดทับไว้เฉย ๆ ไม่มีที่เปิด-ปิด ส่วนเก๊ะบนก็คือ การที่เราซื้อฝาที่มีที่เปิด-ปิด + ที่วางของมาให้นั่นเอง

 

 

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงแอบเคืองนิสสันที่ไม่ทำมาให้ตั้งแต่แรก

———————–

 

และด้วยราคาเปิดตัวที่ผมมองว่าไม่เว่อร์นัก ผมจึงตัดสินใจเข้าไปติดตั้งทันทีที่ศูนย์นิสสัน เกษตร-นวมินทร์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นศูนย์เดียวที่มีของพร้อมจำหน่ายมากที่สุด

 

 

การติดตั้งใช้เวลาไม่นานนัก ผมจึงได้เก๊ะเก็บของเพิ่มเติมแบบนี้

 

 

ส่วนความลึกอาจจะไม่สะใจสาว ๆ เท่าไหร่นัก เพราะมีขนาดความลึกเท่าความยาวของมือถือ iPhone 1 เครื่องเนี่ยแหล่ะ

 

 

แต่ผมก็ถือว่ามีประโยชน์เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะทุกอย่างไม่ต้องไปกองกันอยู่ในเก๊ะด้านล่างเหมือนเมื่อก่อน

 

 

สามารถแยกของที่ใช้บ่อย ๆ อาทิเช่น แว่นกันแดดมาใส่ไว้ในเก๊ะหน้าด้านบนได้แทน ดูเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น

ซึ่งถ้าท่านใด พอจะมีความสามารถในการงัดแงะคอนโซล สามารถซื้อมาติดตั้งได้เองเลยนะครับ เพราะนิสสันได้ให้คู่มือการติดตั้งมาพร้อมเช่นเคย จะได้ประหยัดค่าติดตั้งที่ต้องชำระเพิ่มเติมให้กับศูนย์นิสสันครับ

สรุปค่าใช้จ่ายรวมของผม

– ฝาเก๊ะเก็บของ ราคา 995 บาท ได้ส่วนลด 10% เหลือ 895.50

– ค่าแรงติดตั้ง 105 บาท ได้ส่วนลด 10% เหลือ 94.50

รวมค่าสินค้า 990 บาท

+ VAT 7% = 69.30

สรุปยอดเงินที่ผมจ่ายไป 1,059.30 บาทครับ

ถ้าเพื่อน ๆ สนใจก็สั่งซื้อกันได้ที่ศูนย์นิสสันใกล้บ้านเลยนะครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว“กล้องถอยหลังตรงรุ่น Nissan March”

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 20-09-2011

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะคิดว่า รถ March ก็เล็กกะทัดรัดขนาดนี้แล้ว ยังต้องใช้กล้องถอยหลังอีกหรอ?

ใช่ครับ ดูเหมือนว่า มันไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากรถจะเล็ก และลักษณะรถเป็นแบบ 5 ประตูซึ่งกะระยะง่ายกว่ารถซีดาน 4 ประตูมีกระโปรงหลังอยู่แล้ว แถม Nissan March รุ่น EL / VL CVT เองก็ให้เซนเซอร์ถอยหลังมาครบครันถึง 4 จุด

ที่สำคัญ การจะติดกล้องถอยหลังนั้น จะต้องมีจอแสดงผลอยู่ก่อนแล้ว ซึ่ง March ที่มาจากโรงงาน ก็ไม่ได้มีหน้าจอรอรับฟังค์ชั่นนี้แต่อย่างใด

แต่ในเมื่อผมได้เปลี่ยนวิทยุตัวใหม่เป็นของ March Navi มาเรียบร้อยแล้วตาม รีวิว”เติมเต็มความบันเทิงด้วย March Navi” ซึ่งนอกจากจะมีหน้าจอรองรับแล้ว ทางร้านยังพ่วงจำหน่ายกล้องถอยหลังตรงรุ่นมาพร้อมสรรพในราคาเพียง 2,000 บาท

 

ผมก็ไม่วายที่จะสอยมาใช้ทันที ว่ามันจะมีดี…แค่ไหน?

 

โดยเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังปุ๊ป หน้าจอก็จะแสดงภาพจากกล้องปั๊ป ไม่ว่าผมจะเปิดวิทยุอยู่หรือไม่ก็ตาม โดยเท่าที่ดู มุมมองจากกล้องถอยหลังตัวนี้ จะมีองศายิงตรงลงไปที่พื้นมากกว่าตัวเดิม จนเห็นปลายกันชนของรถผมเลยทีเดียว

 

 

ซึ่งแน่นอนครับ จะดีหรือไม่ดี ลองมาดูไปพร้อมกับผมแบบ case by case เลยดีกว่า

 

Case 1

ผมลองถอยเข้าฟุตบาธดูจนภาพแสดงเส้นสีแดงแตะที่ขอบฟุตบาธ และเห็นปลายกันชนสีส้ม ๆ อยู่ใกล้ ๆ ผมก็หยุด

 

 

จากนั้นก็เดินลงไปดูผลงานด้านนอกครับ

——————-

 

Case 2

คราวนี้มาลองถอยหลังไปหารถคันอื่นดูบ้าง

 

 

โดยหยุดแค่เส้นขอบสีเหลืองเท่านั้นเพื่อดูระยะ

 

 

ซึ่งในจอ Multi-Display ของรถเองก็โชว์เซ็นเซอร์บอกระยะแบบนี้

 

 

และนี่คือผลงานจริงครับ

———————

 

Case 3

ทีนี้มาลองจอดที่อาคารจอดรถดูบ้าง โดยเลือกอาคารที่มีขอบปูนกั้นด้วย

 

 

เจอช่องว่างแล้วก็…ถอย

 

 

สีเหลืองแตะขอบแล้ว ยังเหลืออีกเยอะ

 

 

แดงแล้ว เอาแค่นี้แหล่ะ

 

 

ผลงานจริง

————————-

 

Case 4

คราวนี้ไม่ถอยมาก แต่อยากดูระยะห่างว่า ถ้ายังไม่ถึงสักเส้นในจอแบบนี้

 

 

มันจะห่างขนาดไหน?

—————————

 

Case 5

กลางวันลองไป 4 ครั้งก็คงพอจะทราบแล้วใช่ไหมครับ แล้วกลางคืนละจะเป็นอย่างไร มาดูกัน

สถานที่มืดพอไหม?

 

 

เดี่ยวจะงงว่าภาพอะไร อ่ะ ผมเปิดแฟลชดูสักหน่อย

 

 

ถอยแล้วนะ ท่ามกลางความมืดสนิท

 

จะเห็นได้ว่ากล้องมองหลังช่วยให้เรามองภาพด้านหลังได้ดีมากในยามค่ำคืน ทั้ง ๆ ที่สถานที่มืดสนิท ทั้งนี้ผมคิดว่าไฟถอยหลัง LED ของ FITT เองก็มีส่วนช่วยอยู่ไม่มากก็น้อย

และประโยชน์ของกล้องตัวใหม่ที่เห็นได้ชัดคือ การที่มีมุมมองที่แหงนลง ทำให้การถอยรถที่ใส่ชุดแต่งและโหลดลงอย่างรถผม เป็นไปด้วยความสะดวก ไม่ต้องให้ภรรยาเดินลงไปดูด้านหลังว่า กันชนมันจะแตะกับขอบปูนหรือยัง? หรือไม่ต้องเดินลงมาดูเองในกรณีที่ขับรถมาคนเดียว สามารถถอยรถจนเสร็จสรรพ ดับเครื่องและสะบัดตรูดไปธุระต่อได้เลยทันที

แต่ทั้งนี้ถ้าเทียบกับกล้องมองหลัง D.I.Y. ที่ผมเคยรีวิวไว้ในภาค 4 กับไฟท้ายเดิมของ March ก็ช่วยได้ดีไม่แพ้กันนะครับ เพราะผมสามารถมองเห็นแมวเดินอยู่หลังรถในขณะทำการทดลอง ซึ่งนับว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ทีนี้เมื่อผมเหยียบเบรกจะเห็นได้ว่า ภาพแดงแจ๋ไปเลย ดูสยอง ๆ ยังไงไม่รู้

 

เป็นยังไงบ้างครับ กับกล้องถอยหลังตัวนี้ ส่วนตัวผมว่ามันมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียวนะครับ

 

แต่ถึงยังไง เวลาถอยหลังก็อย่ามองแต่ภาพบนหน้าจอกันอย่างเดียวนะครับ แนะนำว่า เอาไว้ดูประกอบกันกับการถอยหลังปกติดีกว่านะครับ

 

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “ไฟท้ายโดนัท LED ของ FITT ใน Nissan March”

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 20-09-2011

ไฟท้าย LED

 

สวัสดีครับ

ในระยะหลัง ๆ มานี้ เพื่อน ๆ สังเกตไหมครับ ว่าไฟท้ายของรถรุ่นใหม่ ๆ นั้น ดูสวยเตะตาเข้าทุกวัน ๆ ไม่ว่าจะเหยียบเบรคในตอนกลางวันหรือเปิดไฟในยามค่ำคืน จะเห็นไฟท้ายของรถสมัยใหม่ดูเป็นเม็ด ๆ เรียงกันสวยงาม

ซึ่งแน่นอน มันก็คือเทคโนโลยีของ LED ที่พัฒนาขึ้นนั่นเอง เพราะประโยชน์มันมีมากมาย ตามที่ผมเคยรีวิวไว้ใน รีวิว “Daytime Running Light LED คืออะไร? แล้วติดทำไม?”

โดยไฟท้าย LED ที่ผมเห็นได้ชัดเจนคันแรก และหลงใหลได้ปลื้มในทันที คือ ไฟท้ายของ Nissan Teana พี่ใหญ่ในค่ายนั่นเอง

 

 

จากนั้น ก็มาหลงรักไฟท้ายโดนัท LED ของ Super Car ในค่ายเดียวกันอย่าง Nissan GT-R ที่สวยงามเหลือเกิน จนอยากได้มาใช้สักคัน

 

 

ยามค่ำคืน

 

 

แต่จะว่าไป March เองก็ยังไม่มีไฟท้าย LED ของแต่งมาเป็นทางเลือกให้แต่อย่างใด จนเมื่อทางโรงงาน FITT ได้ทดลองทำไฟท้าย LED ทรงโดนัทขึ้นมาจำหน่าย ผมก็ไม่พลาดที่จะต้องขอเป็น 1 ในลูกค้าด้วยนั่นเอง

 

 

โดยเจ้าไฟท้ายโดนัทของ FITT ตัวนี้จะมีกรอบสีให้เลือกตามสีรถเลยนะครับ หรือใครจะสลับสีกรอบเพื่อสร้างความแตกต่างให้รถตัวเองก็ตามใจชอบเลยครับ

 

 

ซึ่งในการขับขี่ช่วงกลางวัน เมื่อผมเหยียบเบรก ไฟเบรกก็จะขึ้นเฉพาะโดนัทคู่บนนะครับ

 

 

แต่ถ้าตอนกลางคืนเมื่อเราเปิดไฟหรี่ ไฟโดนัทก็จะติดทั้งบนและล่างแบบนี้ครับ

 

 

จะมองดูเหมือนเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลของชาวจีนเลยทีเดียว

 

 

สวยไหมครับ?

 

 

เมื่อเป็นเลข 8 ทั้ง 2 ข้าง ก็จะดูเหมือนเลข 88

 

 

ซึ่งไปตรงกับเลขทะเบียนน้อง March ผมอีก

 

 

ส่วนไฟเลี้ยวในช่วงกลางวันก็จะเป็นสีส้มครึ่งวงกลมในโดนัทคู่ล่างครับ

 

ซึ่งไฟเลี้ยวนี้เพื่อน ๆ หลายคนที่เคยขับรถตามบอกว่า สว่างน้อยไปนิดครับ อยากให้สว่างมากกว่านี้

 

มาดูไฟถอยกันบ้างครับ

 

 

สำหรับไฟถอย ผมเองมองว่ามันสว่างมากกกก เรียกว่าใครยืนขวางอยู่ต้องมีหลบอ่ะ ซึ่งเท่าที่ผมลองใช้มาถือว่ามีประโยชน์มากครับ เพราะทำให้คนอื่นเห็นจริง ๆ ว่าเรากำลังจะถอยรถ

 

 

และยิ่งมาถอยรถเวลากลางคืน ก็ยิ่งสว่างจ้าเข้าไปอีก

 

 

ลองดูภาพนี้ก็ได้ครับ ผมถอยรถเข้าโรงรถที่ปิดไฟมืดสนิท

 

 

สว่างมากเลยใช่ไหมครับ แต่จะว่าไป ใจผมก็อยากให้ไฟถอยและไฟเลี้ยวเป็นวงกลมโดนัททั้งคู่นะ น่าจะทำให้ดูสวยขึ้น และสว่างมากขึ้นสำหรับไฟเลี้ยวด้วย

 

 

โดยทาง FITT ได้ให้เหตุผลของไฟแบบครึ่งวงกลมว่า เป็นการออกแบบให้มีกลิ่นอายของยุโรปครับ

 

สรุปโดยรวมแล้วถือว่าถูกใจมากครับ แม้จะแอบเสียดายอีกนิดที่ขนาดดวงไฟไม่ใหญ่เท่า GT-R แต่อย่างว่าแหล่ะครับ จะเอาสวยหรู ดูไฮโซขนาดนั้น ราคามันก็คงจะอัพขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 2 เท่า

 

 

ซึ่งก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปครับว่าจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือมีรูปแบบใหม่ออกมาอีกหรือเปล่าในอนาคตอันใกล้นี้

 

 

เพราะปัจจุบันทาง FITT ยังไม่ได้วางจำหน่ายไฟโดนัท LED อย่างเป็นทางการ แต่ก็เปิดจำหน่ายแบบ made-to-order หรือ”ตามสั่ง”สำหรับผู้ที่สนใจอยากสร้างความแตกต่างให้น้อง March ของเรา

 

 

และด้วยความสวย รวยเสน่ห์ และดูเท่ห์ คู่แข่งก็เลยต้องเร่กันตามตรูดน้องมาร์ชแบบนี้

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “Daytime Running Light LED คืออะไร? แล้วติดทำไม?”

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 20-09-2011

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ถ้าเพื่อน ๆ ขับรถไปตามท้องถนนในเวลากลางวัน จะพบเห็นรถหลายคันเปิดไฟแบบ LED ด้านหน้ารถกันตลอด บางรุ่นผมเห็นติดรถมาจากโรงงานเลย แต่บางรุ่น ก็นำมาติดตั้งเอง ว่าแต่ว่าเจ้าไฟนี้ มันคืออะไร แล้วเค้าติดกันทำไม มันมีประโยชน์จริง หรือเป็นแค่แฟชั่น? มาทำความรู้จักไปพร้อมกับผมเลยครับ

 

Daytime Running Light คืออะไร?

ไฟเดย์ไทม์นี้ หลายคนชอบเรียกย่อ ๆ ว่า เดย์ไลท์ หรือ daylight ซึ่งเป็นการเรียกที่ผิดนะครับ เพราะความหมายจะเปลี่ยนทันที

Daytime Running Light แปลตามตัวเลยก็คือ ไฟที่ใช้ในการวิ่งช่วงกลางวัน หรือถ้าท่านนึกไม่ออกก็ที่พี่ไทยเราเคยบังคับให้มอเตอร์ไซค์ “เปิดไฟ ใส่หมวก” ไงละครับ ซึ่งผมยอมรับประโยชน์มานานแล้วในเรื่องนี้ เพราะช่วยให้ผมเห็นรถมอเตอร์ไซค์เวลาจะเปลี่ยนเลนจริง ๆ

 

ซึ่งไฟ Daytime Running Light ตอนนี้ทางฝั่งยุโรปเริ่มบังคับให้รถยนต์ต้องติดไฟ Daytime กันแล้วนะครับ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เพราะผลการวิจัยพบว่า ไฟ Daytime ช่วยทำให้มองเห็นรถคันอื่นมากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในท้องถนนได้ดีขึ้น

โดยไฟ Daytime นั้นควรเป็นไฟที่ให้ประสิทธิภาพการมองเห็นของผู้ใช้รถ ใช้ถนนในช่วงกลางวันได้สูง รวมถึงต้องใช้พลังงานที่ต่ำ เพื่อความประหยัดนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยี LED หรือ Light Emitting Diode ที่ให้ความสว่างได้ดี แม้ใช้กระแสไฟเพียงเล็กน้อย จึงเข้ามามีบทบาทในไฟ Daytime อย่างมาก เพราะมีคุณสมบัติเข้าข่ายตามที่ไฟ Daytime ต้องการนั่นเอง

ที่สำคัญไฟ LED ยังมีข้อดีต่าง ๆ ดังนี้
1. ให้แสงสว่างได้ดีกว่าหลอดไฟทั่วไป
2. ประหยัด เพราะกินไฟน้อยมาก
3. มีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไฟทั่วไปมาก
4. ไม่มีรังสีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง

สำหรับไฟ Daytime นั้น ตามที่ผมบอกไปข้างต้นแล้วว่าฝั่งยุโรปเริ่มมีการบังคับใช้ในปีนี้แล้ว จึงจะเห็นได้ว่าค่ายรถยุโรปต่าง ๆ จะติดไฟ Daytime มาให้จากโรงงานเลยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ลองมาดูตัวอย่างกันครับ

Mercedes-Benz

 

Audi ทำเป็นคิ้วเรียงสวยงามเลยทีเดียว

 

 

Porsche

 

 

Ferrari

 

 

หรือแม้แต่ค่ายญี่ปุ่นเองก็ยังต้องเริ่มใส่ไฟ Daytime เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น Nissan GT-R รุ่น 11My ตัวใหม่ ไมเนอร์เชนจ์ เป็นต้น

 

ผมจำได้ว่าตอนผมเห็นไฟ Daytime ครั้งแรกใน Audi R8 ที่วิ่งสวนกัน ผมยังพูดกับแฟนเลยว่า กลางวันแดดจ้าขนาดนี้จะเปิดไฟทำไมเนี่ย ทำเท่ห์หรือไง อิจฉานะ

แต่ผมก็เห็นเปิดกันแทบทุกคันที่พบเจอ ทำให้ผมเริ่มเอะใจว่า โรงงานมันไม่มีปุ่มปิดมาให้หรืออย่างไร?

จนมาพบเจอรถ Benz E-Class รุ่นใหม่ ก็เปิดกันเกือบทุกคัน ทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลอย่างจริงจัง จึงทำให้รู้จัก Daytime ในที่สุด

—————————

และจะว่าไป ไฟ Daytime เป็นไฟที่คนไทยส่วนมากไม่เข้าใจว่าจะเปิดทำไม จะติดทำไม เพราะอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่มีกฎหมายบังคับเหมือนในยุโรป ซึ่งผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อผมได้มีโอกาสใช้ไฟ Daytime ของโรงงาน FITT ใน March ตามที่ผมเคยรีวิวไปในภาค 2 และภาค 3 ผมก็พบว่ามันมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เน้นความสวยงามเท่านั้น

โดยเฉพาะไฟ Daytime ของ FITT ที่ดูแล้วมีคุณภาพมากกว่าการเอาไฟ LED มาวางติดไว้ด้านหน้ารถอย่างเดียว เพราะทาง FITT มีการดีไซน์ตำแหน่งวางที่เป็นมาตรฐาน และการจัดวางต้องได้ระดับองศาที่ถูกต้อง รวมถึงไฟ LED ที่ใช้ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากห้อง Lab ก่อน ถึงจะออกมาใช้งานจริงได้

แต่ทีนี้ด้วยชุดแต่ง Impul ที่ยังไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ผมจึงต้องไปทำการวัดตำแหน่งใหม่หาจุดที่เหมาะสม

 

 

จะใส่ตรงไหนดีน้า?

 

 

ทางฝ่ายออกแบบนำโดยคุณเอ็ม ได้ตัดสินใจวางไฟแนวเฉียงเพื่อรับกับแนวกันชนหน้า และสร้างฐานขึ้นมารองรับใหม่

 

ซึ่งมอง ๆ ไป รถผมก็เริ่มจะเหมือนเจ้าพ่อมาเฟียขึ้นมานิดนึง เพราะมีหนวดดกดำขึ้นมาซะอย่างนั้น 55555

ซึ่งทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะให้มีหนวดหรอกครับ แต่ติดที่โครงสร้างของกันชนหน้าไม่สามารถเอื้อให้วาง Daytime ได้แบบไม่มีหนวด เลยต้องเสริมหนวดเข้าไปแทนเพื่อความแข็งแรงของการจัดวาง

ทดลองเปิดเลยดีกว่า

 

สวยไหมครับ?

 

 

มาลองวิ่งดูหน่อย

 

 

ขึ้นสะพาน

 

 

ลงสะพาน

 

เท่าที่ผมขับรถคันอื่นนำ พบว่า Daytime ช่วยในการมองเห็นได้จริงครับ แถมยังดูสวยงาม สร้างความเด่นให้รถเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

ถ้าไม่แน่ใจในประโยชน์ลองดูภาพนี้ก็ได้ครับ แม้จะถ่ายมาไม่ค่อยชัด แต่จะเห็นได้ว่าเจ้า March ที่มีไฟ Daytime เมื่อเทียบกับรถคันอื่นที่ตามหลังมาเป็นอย่างไร

สำหรับไฟ Daytime ในยุโรปที่บังคับกฎหมายเป็นเรื่อง เป็นราว เชื่อไหมครับว่า เราไม่สามารถปิดไฟ Daytime ได้เลย หรือปิดได้ แต่ยุ่งยากเกินกว่ากดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

แต่สำหรับไฟ Daytime ของ FITT นั้น มีปุ่มเปิด-ปิดไฟด้วยตัวเองอย่างง่ายดายครับ เพราะกฎหมายบ้านเรายังไม่บังคับ ผู้ใช้จึงสามารถที่จะเปิดหรือปิดไฟได้ตามใจต้องการ

 

 

การติดตั้งปุ่มเรียบร้อยดีมากครับ

 

 

ซึ่งถ้าพระอาทิตย์สว่างขึ้น นั่นหมายถึงเราเปิดไฟอยู่ครับ

 

 

และโดยปกติในเวลากลางคืน เมื่อเราเปิดไฟหน้ารถปุ๊ป ไฟ Daytime จะ drop ลงทันทีครับ เพื่อไม่ให้แยงตาผู้อื่น ความสว่างจะลดลงจนเหมือนไฟหรี่ธรรมดาที่ดูสวยงามครับ

 

ซึ่งถ้าท่านติดไฟ Daytime เหมือนผมแล้ว สิ่งที่อยากจะแนะนำการใช้งานคือ เมื่อขับรถเข้าอาคารจอดรถแล้ว ควรจะเปิดไฟหรี่เพื่อ Drop แสงลงหรือกดปุ่มปิดไฟ daytime ทันทีครับ เพราะมันจะสว่างมากและจะแสบตาผู้อื่นสุด ๆ ในสถานที่ที่มีแสงน้อยมาก ดังเช่นอาคารจอดรถนั่นเองครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

เทคนิคการบีบ”แตร” Nissan March

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 12-08-2011

สวัสดีครับ

ก่อนที่ผมมารับรถ ได้ยินเสียงบ่นของสมาชิกที่ขับ Nissan March หลายท่านว่า แตรมาร์ชกดยากมากกกกกกกกกกก

ผมลองกดแบบปกติ คือกดตรง ๆ เข้าไปที่พวงมาลัยเลย มันก็กดยากจริงแฮะ ยากกว่ารถ Nissan ที่บ้านทุกคัน

เลยเดือดร้อน ต้องหาเทคนิคการ”บีบ”แตรจนได้

————————

นั่นคือ แทนที่จะกดตรง ๆ ลงไปที่พวงมาลัย แนะนำให้กดเฉียง ๆ แทน

สมมติว่าเพื่อน ๆ  ชอบเอานิ้วจิ้ม ก็ให้เอานิ้วจิ้มไปที่รูปแตรข้างใดข้างหนึ่ง แล้วกดเฉียงออกไปทางข้างนั้น

เช่นกดรูปแตรด้านขวา ก็กดเฉียงออกไปทางขวา

 

 

เฉียงซ้าย

 

 

ส่วนผมไม่ถนัดเอานิ้วจิ้ม ผมชอบเอาอุ้งมือไปวางตรงส่วนแตรของพวงมาลัย แล้วใช้อุ้งมือกดเฉียง ๆ ก็มีเสียงออกมาอย่างง่ายดาย

ลองดูกันนะครับ สำหรับคนที่กดยาก ถ้ารู้เทคนิคและใช้คล่อง เสียงจะออกมาง่ายมากครับ

————————

ซึ่งพอได้ทดสอบการกดแตรแล้ว ผมรู้สึกว่า March มีการเก็บเสียงที่ดีเลยทีเดียว
เพราะนั่งในรถ ปิดประตูแน่น ผมได้ยินเสียงแตรเหมือนแมวหง่าว
แต่พอเปิดประตูออกไปฟัง เสียงดังหนวกหูมาก

 

ถ้าใครใช้รุ่น EL VL หรือ V แล้วอยากรู้ แต่ไม่มีคนกดให้ฟัง ลองกดจากรีโมทของท่านได้ครับ ที่ปุ่ม Icon สีแดงรูปเสียง โดยกดปุ่มนั้นค้างไว้แป๊ปนึง เสียงแตรจะบรรเลงดนตรีออเคสตร้าแต่ดังกังวาลเหมือนโอเปร่ามาให้ท่านฟังทันที

 

เมื่อรู้เทคนิคการ“บีบ”แตรแล้ว ก็อย่าไปใช้พร่ำเพรื่อแล้วกันนะครับ

 

ขอบคุณครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

อึ้งกันทั้งลานจอดโฮมโปร March เราทำได้!!!!

Posted by Biere | Posted in ข้อมูลรถ Nissan March | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> อึ้งกันทั้งลานจอดโฮมโปร March เราทำได้!!!!

 
 



 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีใส่ชื่อตัวเองลงบนจอวิทยุ Nissan March

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> วิธีใส่ชื่อตัวเองลงบนจอวิทยุ Nissan March

 
 



 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีสังเกตจากภายนอกว่า Nissan March คันไหนเป็นรุ่นอะไร?

Posted by Biere | Posted in ข้อมูลรถ Nissan March | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่ครับ —>>> วิธีสังเกตจากภายนอกว่า Nissan March คันไหนเป็นรุ่นอะไร?

 

ขอบคุณมากครับ ที่ตามอ่านจนจบ แล้วเจอกันครับ

 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “จอแสดงผล Nissan March รุ่น S , E , V ”

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 06-08-2011

ย้ายรีวิวไปที่ รีวิว “จอแสดงผล Nissan March รุ่น S , E , V ” แล้วครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล”

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 19-06-2011

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล” เรียบร้อยแล้วครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March Navi” (เครื่องเก่า)

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 19-06-2011

 

 

หมายเหตุ : ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจาก March Navi เป็น March GO แล้ว ตามรีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 1 : เปลี่ยน…สู่สิ่งที่ดีกว่า

 

 

13 มีนาคม 2010

“อ้าว ตื่นเช้าจัง วันนี้จะไปไหนนะลูก”

เสียงคุณแม่ผมถามขึ้น หลังเห็นผมลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้าตรู่ในวันหยุด

“อ๋อ จะออกไปดูรถนะครับแม่” ผมตอบกลับเขิล ๆ

“แหม ไม่น่าละ ดูกระตือรือร้นดีจริง อืม ไปเถอะลูก โชคดีนะจ๊ะ” แม่ผมตอบพร้อมอวยพรกลับ

“ขอบคุณครับแม่ ไว้เจอกันตอนเย็นครับ” ผมยกมือไหว้คุณแม่ ก่อนจะเดินขึ้นรถ และขับออกจากบ้านทันที

 

ด้วยความตื่นเต้นกับการพบน้อง March ตัวจริงเป็นครั้งแรก ผมมาถึงห้างเซ็นทรัล เวิล์ดตั้งแต่ 9.40 น. ต้องมายืนรอให้คุณยามของห้างเปิดประตูอีก

แม้จะยืนคอยแค่ 20 นาที แต่ความรู้สึกขณะนั้นประดุจเหมือนคอยอยู่ 20 วัน จนในที่สุด เมื่อนาฬิกาเดินไปที่เวลา 10 โมงตรงเป๊ะ ประตูห้างถูกปลดล็อคปั๊ป ผมรีบกระโจนเข้าห้างยักษ์ใหญ่ทันทีโดยไม่มีรีรอ

อาการของผมตอนนี้น่าจะเหมือนกับ สาว ๆ เวลามีรายการลดกระหน่ำ ซัมเมอร์เซลล์ up to 70% 80% ยังไงอย่างนั้นเลย

ผมรีบเดินมาที่ลานแสดงสินค้ากลางห้าง และเมื่อได้พบสบตากับ Nissan March VL CVT สีส้มพร้อมชุดแต่งศูนย์ ที่จอดเด่น เป็นสง่าอยู่กลางห้างฯ ผมบอกตัวเองแทบจะทันทีเลยว่านี่คือ รถคันต่อไปแน่นอน

หลังจากสัมผัสตัวรถจากภายในสู่ภายนอกจนชุ่มฉ่ำใจแล้ว ผมแจกนามบัตรไว้ให้เซลล์สาวคนหนึ่ง แต่แทนที่จะถามหาโปรโมชั่นของแถมเฉกเช่นคนทั่วไป ผมกลับฝากคำถามไว้เพียงว่า

“ชุด DVD + Navigator ราคาเท่าไหร่? โทรบอกผมด้วย”

แต่เมื่อผมได้ยินราคาสุทธิเฉียดครึ่งแสน ในการที่จะมีหน้าจอเล่น DVD และมีระบบ GPS นำทางของแท้จากนิสสัน ผมก็คงต้องดันคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R และถอยกลับโดยปริยาย…….

—————————–

 

4 เดือนต่อมา……

หลังจากผมก็ได้เจ้า March มาครอบครอง ผมก็วางแผนเอาไว้ว่า จะขับรถเดิม ๆ จากโรงงานไปก่อนระยะนึง ด้วยเหตุผล 2 ประการ
1. ขอใช้อุปกรณ์ที่ติดรถมาให้คุ้มค่าก่อน
2. ขอทำรีวิวรถ March แบบเดิม ๆ จะได้ทราบสมรรถนะที่แท้จริง และเมื่อเกิดแต่งรถในภายหลังแล้ว จะได้ทราบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลง

และอย่างที่ผมบอกไปในรีวิว Nissan March VL CVT by Biere “ มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ? ไปแล้วว่า ผมไม่ใช่นักฟังเพลงหูเทพ ดังนั้น เครื่องเสียงเปื้อนรอยยิ้มดั้งเดิมจากโรงงานก็ขับกล่อมให้ผมเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้สบายอยู่แล้ว

แต่หลังจากได้ March มาใช้งานได้ 3 เดือน ผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองหลวงที่ชื่อยาวที่สุดในจักรวาลอย่างกรุงเทพนั้น การจราจรติดขัดหนักขึ้น ๆ ทุกวัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการมาของ Nissan March ที่ออกมาโลดแล่นมากขึ้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ การขับขี่ในกรุงเทพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ทำให้ผมได้สัมผัส 20 กิโล/ลิตรอย่างที่ Nissan โฆษณาสักที

และแน่นอนครับ การที่รถติดหนัก ๆ แบบนี้ ย่อมก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้

แต่จะหวังพึ่งใครได้ละครับ ในเมื่อคนมีอำนาจเค้ายังแก้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น มันต้องแก้ที่ตัวเรานี่แหล่ะครับ เพราะเราควบคุมบังคับคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมและบังคับตัวเราเองได้นี่ครับ

สุดท้าย เจ้าจอ DVD + GPS ก็ล่องลอยกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง!!!

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาความเบื่อหน่ายในการเดินทางบนท้องถนนของผมได้อย่างแน่นอน

—————————


แต่เมื่อผมมามองสินค้าที่มีในตลาดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกน่าครอบครองสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะยี่ห้อไฮโซ หรือยี่ห้อโลโซ ต่างก็มีดีไซน์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน นั่นคือ ทรงสี่เหลี่ยมสีดำธรรมดา หรือไม่ก็จะเป็นแนว Pop-up พับเก็บได้ไปเลย

ดูไปดูมา เกือบจะละความตั้งใจ จนวันหนึ่งได้เข้ามาเห็นวิทยุตัวหนึ่งจากร้าน Sponsor ของ Thaimarch เรา ผมก็เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมาทันที

จะไม่ให้สนใจได้ไงละครับ ดีไซน์แบบนี้เลยที่ชอบ เพราะดูเหมือนของเดิมเดี๊ยะเลย ทำให้ดูกลมกลืนกับแผงแอร์ดิจิตอลมาก ๆ

เมื่อมาดู Option แล้วก็นับว่ามีค่อนข้างครบครัน ดูแล้วใช้งานได้หลากหลายในราคาเพียง 17,000 ถ้วน ซึ่งแน่นอน มันโดนใจผมมาก ๆ จนอดใจไม่ได้ที่จะต้องรีบติดต่อไปที่ร้านเพื่อสั่งจองเจ้า March Navi ตัวนี้ทันที

———————————

 

“ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกเดินบนทางสักทาง..ได้ไหม”

เพลงดังในอดีตของคู่หูดูโอดังขึ้น แน่นอนครับ การที่เราจะได้อะไรมาสักอย่าง ก็ต้องเสียอะไรไปบางอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

กับเจ้า March Navi นอกจากผมจะเสียเงินจำนวน 17,000 บาทเพื่อแลกมันมาแล้ว ผมยังต้องเสียรอยยิ้มหวานใน Nissan March ไปด้วย

 

 

หายไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

และได้สิ่งนี้เข้ามาแทนที่

 

 

กลมกลืนดีจริง ๆ ว่าม่ะ?

 

 

เข้ากับแถบพวงมาลัยอีกต่างหาก

 

 

ถ้านั่งข้างหลังละ

 

 

นอกจากตัว Front แล้ว คราวนี้มาดูอุปกรณ์กันบ้างครับ ว่าได้อะไรมาบ้าง

เริ่มที่คู่มือการใช้ , ใบรับประกัน และโลโก้ March Navi ครับ

 

 

รีโมท คอนโทรล

 

 

Stylus หรือปากกาจิ้มหน้าจอครับ

เอาไว้จิ้มหน้าจอแทนนิ้วเราแบบนี้

ซึ่งหน้าจอ Touch Screen ของ March Navi นี้ สามารถใช้นิ้วแทนปากกาได้เลยนะครับ

 

เนื่องจากช่อง USB ของ March Navi จะเป็นหัวเล็กนะครับ ทางร้านก็เลยให้สายต่อ USB เพิ่มมาด้วย

 

 

สุดท้าย คือ สายเชื่อมต่อ IPOD ซึ่งจะถูกซ่อนไว้ในลิ้นชักรถนะครับ ดึงออกมาใช้ได้ตลอด

 

 

เสาทีวี

 

 

กล่องรับสัญญาณดาวเทียม ติดอยู่มุมซ้ายสุดเลย

 

 

ได้อุปกรณ์ครบแล้ว มาทดสอบการใช้งานกันดีกว่าครับ

เปิดเครื่องก่อน โดยกดที่ปุ่ม SRC ก็เจอคำเตือนเพื่อความปลอดภัยขึ้นมาก่อนเลย

 

 

ตามมาด้วยโลโก้ Nissan ให้ความรู้สึกเหมือนของแท้จากโรงงาน

 

 

ก่อนทดสอบปุ่มต่าง ๆ ผมทดสอบรีโมทก่อนเลย

 

 

แต่กดยังไงก็กดไม่ติด เครื่องไม่ตอบสนองเลย ไม่ว่าจะกดปุ่มไหน เอ๊ะ หรือว่าถ่านจะหมด?

 

 

ก็เลยไปสอยถ่าน CR2025 มา 1 ก้อน ซึ่งถ่านนี้คือถ่านชนิดเดียวกับที่ใช้ในกุญแจอัจฉริยะของ EL และ VL นั่นเอง…

 

 

อุปกรณ์พร้อม เตรียมตัวชำแหละ

 

 

พลิกรีโมทมาด้านหลัง

 

 

ดึงฝาออกมา

 

 

ใส่ถ่านเข้าไป

 

 

ทดสอบดูสิ

อ้าว ผลลัพธ์เหมือนเดิม แสดงว่าถ่านไม่ได้หมดสิ

 

 

ผมจึงลองชี้รีโมทไปทางด้านช่อง IR ตามภาพ

Yessss! ใช้ได้แว้วววววววววววว

สรุปก็คือ ถ้าจะใช้รีโมทกด ให้เราชี้ไปทางด้านช่อง IR ครับ อย่าชี้ตรง ๆ สัญญาณมันจับไม่ได้

 

 

เล่นไปเล่นมา ฟ้าเริ่มมืด ไหนดูซิ ตอนกลางค่ำ กลางคืนเป็นยังไงบ้าง

 

 

โอ้วว สีปุ่มเป็นสีส้มด้วย

 

 

เข้ามาแป๊ปเดียว จะร้อนอะไรหนักหนา เปิดแอร์ดีกว่า

 

 

ว้าววว ส้มไปหมดเลย

 

 

เปิดหน้าจอมาลองเล่นต่อดีกว่า

 

 

มาดูปุ่มแต่ละปุ่มกัน เริ่มที่ด้านซ้าย

 

– ปุ่มวงกลมด้านบนสุด ไว้ใช้งาน 2 แบบครับ
1. หมุนซ้ายหรือขวา เพื่อปรับระดับเสียงครับ หมุนขวาดังขึ้น หมุนซ้ายเบาลง
2. กดปุ่ม 1 ที จะเข้าการตั้งค่าเสียงครับ ซึ่งผมจะลงรายละเอียดอีกทีในเรื่องการตั้งค่านะครับ

– ปุ่ม SRC ใช้งาน 2 แบบ เช่นกันครับ
1. ใช้เปิด-ปิดเครื่อง โดยเวลาเปิดกด 1 ที ส่วนเวลาปิด ให้กดค้างครับ
2. ใช้เข้าเมนูหลักหน้า Index เมื่อกด 1 ที (ในขณะที่เครื่องเปิดไว้แล้ว) หน้าจอจะกลับมาสู่หน้า Index หรือ เมนูหลักนั่นเองครับ

– ปุ่ม Mode ไว้ใช้กดสลับโหมดการใช้งาน โดยเมื่อเรากดปุ่ม Mode 1 ที มันจะสลับกันไปเรื่อย ๆ โดยเรียงได้ประมาณนี้ครับ

1. ดู TV
2. เล่นเพลงจาก Bluetooth
3. วิทยุ
4. เล่นเพลงจาก AUX
5. DVD / CD / SD Card / USB (แล้วแต่ว่าสั่งเล่นอะไรไว้ก่อนหน้านี้ เพราะทั้ง 4 อย่าง จะเล่นอยู่ใน Mode เดียวกันครับ)
6. IPOD (ถ้าเสียบเอาไว้)

– ปุ่ม Mute ปุ่มที่เรียกขำ ๆ ว่า “หมูเต๊ะ” นี้ ก็สามารถทำงานได้ 2 แบบครับ

1. กด 1 ที คือการปิดเสียง
2. กดค้างไว้ จะปิดหน้าจอให้เป็นสีดำครับ เหมาะกับการขับรถในยามค่ำคืน ที่ไม่ต้องการให้มีแสงจากหน้าจอ ซึ่งการปิดหน้าจอนี้ เราสามารถปิดจาก Touch Screen หรือสั่งตั้งเวลาปิดอัตโนมัติก็ได้เช่นกันครับ ซึ่งผมจะลงรายละเอียดในเมนูตั้งค่าต่อไปครับ

– ปุ่ม GPS ไว้ใช้เพื่อเข้าสู่โปรแกรมการนำทางนั่นเองครับ

ด้านซ้ายหมดแล้ว มาต่อด้านขวากันครับ

– ปุ่มวงกลมด้านบนสุด คือปุ่มที่เอาไว้หมุนเพื่อเล่นเพลงถัดไปครับ หมุนขวา คือ เล่นเพลงถัดไป หมุนซ้ายคือ เล่นเพลงก่อนหน้านี้

– ปุ่มลูกศรชี้ขึ้น หรือปุ่ม Eject คือ ปุ่มที่สั่งเอาแผ่นซีดีออกจากเครื่องครับ

– ปุ่ม DISC คือ ปุ่มที่กดเพื่อเข้าสู่การทำงานใน Mode Disc อันประกอบไปด้วย
1. การเล่นเพลง/หนังด้วยแผ่น DVD / CD
2. การเล่นเพลง/รูปภาพ/หนัง ด้วย SD Card
3. การเล่นเพลง/รูปภาพ/หนัง ด้วย USB

– ปุ่ม Band คือ ปุ่มที่เข้าสู่การฟังวิทยุครับ

– ปุ่มรูปโทรศัพท์ คือ ปุ่มที่เข้าสู่การใช้งานโทรศัพท์ด้วย Bluetooth

 

แต่ก่อนจะเข้าสู่การทำงานในแต่ละ Function นั้น มาดูหน้าตามันอีกครั้งนึงครับ

 

นอกจากปุ่มทั้ง 2 ข้างที่ผมอธิบายไปแล้ว คราวนี้เรามาดูด้านบนบ้างครับ

ซึ่งด้านซ้ายสุด คือ MIC หรือ ปุ่มไมค์นั่นเอง เอาไว้ใช้เวลาคุยโทรศัพท์นะครับ ไม่ได้เอาไว้ร้องคาราโอเกะนะ อิอิ

ตรงกลางเป็นช่องใส่แผ่น CD / DVD ครับ

ส่วนด้านขวาที่เขียนว่า IR ก็คือปุ่มรับสัญญาณจากรีโมทที่ผมกล่าวไปตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเอง

 

 

ทีนี้มองลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ไล่สายตาผ่านจอขนาด 7 นิ้วแล้ว ในด้านซ้ายสุดถัดลงมาจากปุ่ม GPS จะเห็นรูเล็ก ๆ เขียนว่า RST ซึ่งย่อมาจาก Reset ครับ

ปุ่มนี้ไว้ใช้เวลาเครื่องแฮงค์ ไม่ทำงาน ค้าง เราสามารถใช้ปากกา Stylus ที่แถมมาจิ้มค้างไว้ เพื่อ Reset การทำงานใหม่ของเครื่องครับ

 

ไล่สายตาลงมาด้านขวานิดนึง ก็จะพบช่อง AUX ก่อนใครเลย

 

ถัดมาเป็นช่อง GPS Card ซึ่งใช้ Card แบบ Micro SD Card แยกออกมาเฉพาะ GPS อย่างเดียวเลย

 

จากซ้าย ย้ายมาขวา ก็เจอช่อง SD Card โดยใช้การ์ดแบบ Micro SD Card เช่นเดียวกับ GPS เพียงแต่แยกช่อง SD Card ออกจากกัน ซึ่งช่องนี้ใช้สำหรับ SD Card ที่ฟังเพลง / ดูรูป / ดูหนังเท่านั้น

และช่องสุดท้ายคือ ช่อง USB ซึ่งต้องใช้สายต่อที่ร้านให้มา ตามที่ผมบอกไว้ด้านบนแล้วนั่นเอง

—————————–

 

เห็นหน้าค่าตากันเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาลุยกันทีละ Function ดีกว่าครับ

เมื่อเรากดปุ่ม SRC เพื่อเข้าหน้า Index ก็จะพบหน้าตาแบบนี้เลยครับ

ด้านขวามีบอกวัน-เวลาปัจจุบันเสร็จสรรพ ส่วนด้านล่างก็เป็นเมนูต่าง ๆ ให้เราเลือกเล่นได้ตามอำเภอใจครับ

ด้านซ้ายสุด มีรูปลูกศร 2 เส้นสีขาว หมายความว่า ในหน้าถัดไปด้านซ้าย ไม่มีเมนูเพิ่มแล้วนะครับ

และนั่นหมายถึง DVD เป็นเมนูแรกนั่นเอง….

 

แต่เมื่อเราย้ายสายตาไปดูด้านขวา จะพบว่าลูกศร 2 เส้น กลับกลายเป็นสีเหลือง แสดงว่า ด้านขวาในหน้าถัดไป ต้องมีเมนูเพิ่มอีก

ลองกดกันดูครับ โดยกดที่รูปลูกศรสีเหลือง 2 ที หน้าจอก็จะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ครับ

 

 

ไหน ๆ ก็มาหน้า 2 แล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาดูโหมดการเล่นในหน้า 2 นี่ก่อนเลยแล้วกันนะครับ

 

1. AUX

โหมดนี้สำหรับการต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่มีรูหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 ม.ม.

ถ้าต้องการเล่นโหมดนี้ คุณต้องมีสายเชื่อมต่อกันก่อนนะครับ

ผมเองไปสอยสายนี้มาได้ในส่วนคลองถม ห้างซีคอน ความยาว 1 เมตร ราคา 40 บาท

โดยเราสามารถเลือกความยาวของสายได้นะครับ โดยดูคร่าวๆ ว่าเราจะวางอุปกรณ์ไว้ที่ไหน จะเลือกยาว ๆ เผื่อคนข้างหลังก็แล้วแต่ศรัทธานะครับ

ซึ่งหน้าตาหัวต่อจะเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง

 

 

มาลองเสียบกัน

 

เมื่อเสียบแล้ว หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ

ซึ่งการใช้โหมด AUX นี้ คุณต้องควบคุมการเล่นเพลงทั้งหมดผ่านอุปกรณ์นั้น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเลือกเพลง เปลี่ยนเพลง หรือหยุดเพลง

วิทยุจะไม่สามารถควบคุมเพลงได้เลย ยกเว้นการปรับเสียงเท่านั้น

ซึ่งจะเห็นได้จากหน้าจอ ไม่มีอะไรให้กดเลย

 

ส่วนตัว ผมไม่ชอบโหมด AUX เท่าไหร่นัก เพราะด้วยความที่ต้องควบคุมเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ทำให้ไม่สะดวกสบายและอันตรายอย่างยิ่งยวดสำหรับคนขับรถอย่างผม

แต่โหมดนี้จะเหมาะมาก ถ้ามีคนนั่งข้าง ๆ หรือข้างหลัง (ถ้าซื้อสายมายาวพอ) คอยจัดการให้นั่นเอง…

——————-

กลับมาดูเมนูถัดไปครับ

 

 

2. Bluetooth

เมื่อเข้าเมนูนี้ เราจะเข้าสู่การใช้โทรศัพท์นั่นเองครับ

ก่อนอื่น เราต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเราเข้ากับเครื่องก่อนนะครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะต้องทำการ pair โดยใส่รหัส ซึ่งเราสามารถกำหนดรหัสได้เอง ด้วยการกดปุ่ม Setup 1 ที ก็จะพบหน้าจอการตั้งรหัสผ่านสำหรับการเชื่อมต่อนะครับ

ซึ่งหน้าจอ Setup นี้ยังสามารถตั้งค่าการรับสายอัตโนมัติได้อีกด้วย เหมาะสำหรับคนขับรถจริง ๆ ครับ (ในกรณีที่รับได้ทุกสาย ไม่กลัวกิ๊ก/เจ้าหนี้/ขายของนะ)

ซึ่งเวลาเราทำการเชื่อมต่อ ถ้าเราดูในโทรศัพท์มือถือเรา จะพบคำว่า DVD Call ก็ให้เชื่อมต่อกับเจ้าตัวนี้เลยครับ

และเมื่อทั้งสองต่างผูกใจสมัครสมานสามัคคีเรียบร้อยแล้ว หน้าจอก็จะขึ้นคำว่า Connected ซึ่งแปลว่า “เชื่อมต่อแล้ว” นั่นเอง…..

 

การโทรออก

ถ้าเราจะโทรออก เราสามารถโทรออกได้ 2 วิธีครับ
1. กดจากมือถือเราเองเหมือนปกติ
2. กดเบอร์ที่หน้าจอได้เลย และกด Yes เพื่อโทรออก

การรับสาย
ถ้าเราไม่ได้ตั้งค่าการรับสายแบบอัตโนมัติไว้ ให้เรากด Yes เพื่อรับสายครับ หรือถ้าไม่อยากรับ ก็สามารถกด No เพื่อตัดสายได้ทันที

การคุยโทรศัพท์
เมื่อเราโทรออกหรือรับสายแล้ว เสียงจะดังออกมาจากลำโพงเลยครับ เราสามารถพูดออกไปได้ทันทีเลยครับ

โดยในขณะที่เราคุย หน้าจอจะขึ้นสถานะว่า Talking ครับ

มาดูปุ่มต่าง ๆ บนหน้าจอกันบ้าง

– ปุ่ม Yes สำหรับรับสายหรือโทรออกหลังกดเบอร์แล้ว
– ปุ่ม Setup สำหรับตั้งรหัสการเชื่อมต่อ (pair) และการตั้งรับสายอัตโนมัติ
– ปุ่ม Redial คือปุ่มโทรซ้ำเบอร์ล่าสุด
– ปุ่ม NO คือปุ่มวางสาย เมื่อสนทนาเสร็จสิ้น และเป็นปุ่มตัดสายที่ไม่ต้องการรับได้ เวลามีสายเข้า
– ปุ่ม Link ใช้กดเพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือเรา (สำหรับเครื่องที่เคยเชื่อมกันมาก่อนแล้ว)
– ปุ่ม Cut คือ ปุ่มที่ไว้ตัดการเชื่อมต่อ (Disconnect) กับโทรศัพท์มือถือเรา
– ปุ่ม Phone คือปุ่มที่ใช้กดเพื่อเปลี่ยนโหมดไปคุยด้วยการถือโทรศัพท์ตามปกติ ใช้สำหรับเวลาไม่อยากให้ใครในรถได้ยินการสนทนาหรือต้องลงจากรถนั่นเอง
– ปุ่ม BT คือปุ่มที่สลับจากการคุยด้วยโทรศัพท์ กลับมาคุยด้วย Bluetooth ของเครื่องเสียงเช่นเดิม
– ปุ่ม Recent คือปุ่มที่กดเพื่อแสดงประวัติการโทรของเรา ทั้งเบอร์ที่รับสาย , เบอร์ที่ไม่ได้รับสาย และเบอร์ที่เราโทรออก
– ปุ่ม C คือปุ่มลบ (Delete) ตัวเลขเวลาที่เรากดเลขผิด

ทดสอบการใช้งาน
– เมื่อเราฟังเพลงหรือดูหนังอยู่ พอโทรศัพท์มา เสียงทั้งหมดจะถูกตัดทันที และหน้าจอจะเข้ามาสู่โหมดนี้
– เบอร์จะยังไม่โชว์ขึ้นทันทีว่าเบอร์ใคร ซึ่งจะดังไปสักแป๊ปนึง เบอร์ถึงจะขึ้นที่หน้าจอว่า เบอร์ที่โทรเข้ามาอะไร และถึงเราจะเมมเบอร์ไว้ในโทรศัพท์ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันขึ้นให้แต่เบอร์จริง ๆ ไม่มีชื่อมาด้วย ดังนั้น ถ้าอยากรู้ก่อนจะรับ ควรดูที่หน้าจอโทรศัพท์ก่อนครับ
– การพูดคุยชัดเจน เสียงดังฟังชัด
– สลับโหมดการคุยได้สะดวก ด้วยปุ่ม BT และ ปุ่ม Phone
– ถ้าเคยเชื่อมต่อมาแล้ว ครั้งต่อไป เพียงเปิด Bluetooth ของมือถือไว้ก่อนขึ้นรถ มันก็จะทำการเชื่อมต่อให้อัตโนมัติทันที ไม่ต้องมานั่งกดเชื่อมต่อใด ๆ อีก ยกเว้นอยากตัดการเชื่อมต่อชั่วคราว ก็กดสลับกันได้โดยใช้ปุ่ม Cut และปุ่ม Link นั่นเอง

—————————

 

 

มาดูเมนูถัดไปกันต่อครับ

 

3. BT Music หรือฟังเพลงจาก Bluetooth

ถ้าเราเชื่อมต่อมือถือไว้แล้วจากเมนูก่อน เราก็สามารถฟังเพลงจากในมือถือนั้น ๆ ได้เลย ไม่ต้องต่อสายใด ๆ ให้ยุ่งยากเลยครับ

 

ซึ่งการเล่นผ่านโหมด BT จะดีกว่าโหมด AUX 2 อย่าง
– ไม่มีสายให้เกะกะ
– สามารถควบคุมการเล่นเพลงได้ แม้จะไม่เต็มรูปแบบ เพราะทำได้เพียง เล่นเพลง , หยุดเพลง และเล่นเพลงถัดไป / ย้อนหลัง แต่ก็ถือว่าสะดวกกว่าแบบ AUX มาก

—————————–

 

กลับมาหน้าหลักอีกครั้ง เพื่อดูเมนูถัดไป

 

 

4. iPOD

สำหรับ Mode นี้จะเชื่อมต่อ iPOD ผ่านสายต่อ iPOD โดยตรง ที่ซ่อนมาในลิ้นชักนั่นเองครับ

 

 

แต่ผมไม่มี iPOD ให้ทดสอบ เลยขอนำ iPhone มาเสียบแทนดูครับ

 

 

ทันทีที่เสียบ iPhone เข้าไป ปรากฎว่า มันชาร์ทไฟให้เจ้า iPhone ทันทีเลยครับ ซึ่งถูกใจผมมาก เพราะผมยังไม่มีสายชาร์ต iPhone ในรถเลย

 

 

แต่ก็ดันเจอคำเตือนเสียก่อน

ผมกด No เพราะแน่นอน ผมยังต้องใช้โทรศัพท์อยู่

 

ผ่านไปไม่กี่วิ เจ้า March Navi ก็ประมวลเพลงจาก iPhone ทันที

 

 

พร้อมขึ้นหน้าจอให้เราเลือกว่าจะไล่ฟังเพลงจากอะไร

 

 

ไล่จากชื่อศิลปิน หรือ Artist

 

 

อ้าว ภาษาไทยอ่านไม่ออก (Aof)

 

 

ไหนลองเล่นดูสิ ก็พบว่า ด้านซ้ายที่แสดงสถานะเพลง อ่านภาษาไทยไม่ได้จริง ๆ

การใช้งานง่ายครับ ควบคุมได้เยอะมาก ทั้งเลือกเพลง เลือกอัลบั้ม เล่นเพลงถัดไป ก่อนหน้า โดยไม่ต้องยุ่งกับมือถือเราเลย ปล่อยวางให้ชาร์ตแบตได้ตามสบาย

ลองมาดูที่มือถือซิ ว่าทำอะไรอยู่

สำหรับเพลงที่มีรูปอัลบั้ม ก็กำลังแสดงอัลบั้มแบบนี้

แล้วถ้าเพลงที่ไม่มีอัลบั้มละ ก็จะเป็นแบบนี้

นั่นคือ แสดงชื่อเพลงที่เล่นอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างก็แสดงสถานะของการชาร์ตแบตเจ้า iPhone ตามปกติ

 

ไหนลองเข้าเมนู iPod ในเครื่อง iPhone ซิ ว่าเราควบคุมในเครื่อง iPhone แทนได้ไหม

ปรากฎว่าไม่ได้ครับ เราต้องไปควบคุมที่หน้าจออย่างเดียวเลย ซึ่งนับว่าสะดวกดีจริง ๆ ครับ

สรุปว่า iphone ของผมสามารถฟังเพลงผ่านการเชื่อมต่อได้ทั้ง 3 ตัว นั่นคือ AUX , Bluetooth และ iPOD นั่นเอง…

———————-

กลับมาหน้าหลักอีกครั้ง เพื่อดูเมนูถัดไป

 

 

5. MP5

สำหรับเมนูนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้ครับ จึงขอกลับไปหน้าแรกเลยแล้วกันนะครับ

 

6. DVD

สำหรับโหมด DVD จะแยกย่อยออกเป็น 3 อย่างนะครับ
6.1 DVD
6.2 SD Card
6.3 USB

 

เรามาดูตัวแรกกันก่อน

6.1 DVD สำหรับการเล่นเพลงหรือหนังจากแผ่น DVD หรือ CD นั่นเองครับ

ซึ่งทั้ง 3 โหมดนี้จะใช้เมนูเดียวกัน โดยเลือกโหมดเล่นได้จากแถบข้างล่างครับ ถ้าขึ้นสีเหลืองแถบไหน คือเล่น โหมดนั้นอยู่

ก่อนอื่น ลองมาดูหน้าตาและปุ่มต่าง ๆ ก่อนครับ ว่าใช้งานกันอย่างไร

– มุมซ้ายสุดด้านบน ที่เป็นรูปบ้าน ก็คือการกดเพื่อกลับสู่หน้า Index หรือหน้าเมนูหลักนั่นเอง

กดแล้วจะเจอหน้านี้เลย

– ปุ่ม ลบ และ บวก คือ การกดเพื่อลดหรือเพิ่มระดับเสียง
– ถัดมา ที่เป็นตัวเลข ก็คือ นาฬิกานั่นเอง
– ด้านขวาสุดรูปกากบาทสีแดงที่จอ คือ การปิดจอครับ เหมาะกับการขับเวลากลางคืนที่ไม่ต้องการให้แสงส่องเข้าตาครับ
– ตรงกลางหน้าจอ จะบอกสถานะการเล่นครับ ทั้งชื่อเพลง / เลขแทรค / เวลาที่เล่น
– ส่วนด้านล่าง คงไม่อธิบายมากนะครับ เพราะเป็นปุ่มที่พอจะทราบกันอยู่แล้ว นั่นคือ ปุ่มเล่นเพลง / หยุดเพลง / เปลี่ยนเพลง / กรอเพลง / เอาแผ่นออก รวมถึงการเปลี่ยนโหมดจาก เล่นแผ่น – เล่นการ์ด SD – เล่นผ่าน USB

ดูหนัง

เมื่อเราใส่แผ่นหนังเข้าไปแล้ว เครื่องก็จะเล่นให้โดนอัตโนมัติครับ โดยแสดงเต็มหน้าจอ 7 นิ้ว อย่างที่เห็นในภาพเลยครับ

ซึ่งถ้าเราจะดึงเมนูมาจัดการควบคุมหนัง ให้แตะหน้าจอเบา ๆ 1 ที เมนูควบคุมก็จะขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ทีนี้ เรามาดูกันว่า แต่ละปุ่มใช้งานอย่างไรครับ ไล่มาจากซ้ายสุดเลยนะครับ

– ปุ่มเล่น/หยุด ไว้สำหรับเล่นหรือหยุดเล่นชั่วคราว
– ปุ่มหยุดเล่น ไว้สำหรับหยุดดูหนังทันที ไม่มีข้อแม้
– ปุ่มเล่น Track ก่อนหน้า เพื่อย้อนดูตอนที่แล้ว
– ปุ่มเล่น Track ต่อไป เพื่อดูตอนต่อไปทันที
– ปุ่ม Rewind เพื่อย้อนกลับไปดูที่ผ่านมา
– ปุ่ม Forward เพื่อกรอไปด้านหน้า ดูฉากต่อจากนี้

ซึ่งทั้งปุ่ม Rewind และ Forward สามารถกรอได้สูงสุด 20 เท่านะครับ โดยการกดซ้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อเลือกความเร็วในการกรอ

– ปุ่ม PBC เพื่อเข้าสู่เมนูหลักของแผ่นหนัง เมื่อกดแล้ว จะเจอแบบนี้ครับ

– ปุ่มลูกศรก็เหมือนกับหน้า Home หรือ Index ครับ นั่นคือกดเพื่อไปดูเมนูในหน้าถัดไป เมื่อกดแล้ว เมนูหน้าถัดไปก็จะโชว์ขึ้นมาดังนี้ครับ

– ปุ่มลูกศรชี้ไปทางซ้าย ใช้สำหรับกดกลับไปเมนูหน้าที่แล้วนั่นเอง

– ปุ่ม REP. ย่อมาจาก Repeat ไว้ใช้สำหรับการสั่งให้เล่นซ้ำแบบต่าง ๆ เช่น เล่นซ้ำทั้งแผ่น / เล่นซ้ำโฟลเดอร์ / เล่นซ้ำตอนนั้น ๆ (หรือเพลงนั้น ๆ ในกรณีที่เราใช้ฟังเพลง)

– ปุ่ม AUD. ย่อมาจาก Audio ไว้ใช้สำหรับเลือกเสียง Soundtrack ของหนังครับ ว่าเราจะให้พากษ์ภาษาอะไรนั่นเอง

– ปุ่ม SUB. ย่อมาจาก Subtitle ไว้ใช้สำหรับเลือกการบรรยายบทพูดด้วยตัวหนังสือครับ

ซึ่งทั้ง 2 ปุ่ม เรากดเลือกภาษาได้ ด้วยการกดปุ่มนั้นซ้ำ ๆ จนกว่าจะเจอภาษาที่เราต้องการครับ

– ปุ่ม SET. ย่อมาจาก SETTING เพื่อเข้าสู่เมนูตั้งค่าการเล่น DVD นั่นเอง

– ปุ่มลูกศร 4 ทิศทาง สำหรับกดเพื่อควบคุมเมนูตั้งค่าครับ เมื่อเรากด SET แล้ว เราจะไม่สามารถเอานิ้วจิ้มเพื่อตั้งค่าได้ครับ ให้เรากดปุ่มลูกศร 4 ทิศทางนี้ เพื่อควบคุมการตั้งค่าครับ เมื่อเรากดแล้ว ก็จะมีรูปขึ้นมาแบบนี้

ซึ่งเราสามารถสลับเมนูนี้ไปอยู่ด้านขวามือได้ด้วยการกดปุ่ม ลูกศรสวนกันด้านล่างขวาของชุดเมนู เมื่อกดแล้วก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

 

ฟังแผ่น CD เพลง (Audio)

เมื่อเราใส่แผ่น CD ไปแล้ว เจ้า March Navi จะเปลี่ยนหน้าตาเป็นโลโก้ของ Brand มันเองทันที พร้อมแถบสถานะบอกรายละเอียดของแผ่น

ในหน้าจอนี้ ถ้าเราจะเล่นเพลงถัดไปหรือก่อนหน้า สามารถทำได้ 3 วิธีครับ

1. Touch Screen
– ใช้นิ้วหรือปากกากดไปด้านขวาของหน้าจอ เพื่อเล่นเพลงถัดไป
– ใช้นิ้วหรือปากกากดไปด้านซ้ายของหน้าจอ เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า

2. ใช้ปุ่มวงกลมด้านบนสุดขวามือ (เหนือปุ่ม Eject)
– บิดไปทางขวา เพื่อเล่นเพลงถัดไป
– บิดไปทางซ้าย เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า

3. ใช้ปุ่มควบคุมในจอ โดยการแตกที่หน้าจอตรงกลาง 1 ที เพื่อให้ปุ่มควบคุมออกมาจากที่ซ่อนดังนี้

 

 

สรุปผลการใช้งาน

– มีการจดจำการเล่นครั้งก่อนได้ดี เมื่อนำแผ่นออก และใส่เข้าไปใหม่ เจ้า March Navi จะเล่นเพลงเดิมต่อทันที ตามรูป

– สามารถสั่งเล่นซ้ำได้ ด้วยเมนู REP. อย่างที่แสดงในการเล่น DVD แต่ไม่สามารถเล่นแบบสุ่มเพลง หรือ Shuffle ได้

– ส่วนตัวไม่ชอบ Interface หรือหน้าจอที่ขึ้นเวลาเล่นแผ่นซีดีเพลง (Audio) ซึ่งทราบมาจากทางร้านว่า อาจจะมีการ Update Firmware เปลี่ยนให้เป็นรูป Nissan March แทน ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ก็จะดีใจมาก ๆ

– แต่ถ้าแผ่น CD นั้น เป็นไฟล์เพลง MP3 หน้า Interface จะเปลี่ยนไปเป็น List ของเพลง ซึ่งผมจะลงรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

———————————

 

 

6.2 SD Card

สำหรับการเล่นไฟล์จากแผ่น Micro SD Card นั้น จะสามารถเล่นได้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ
1. เพลง MP3
2. ไฟล์รูป
3. ไฟล์วีดีโอ

 

 

1. เพลง MP3

เมื่อเราใส่แผ่น SD Card และเลือกเล่นเพลง MP3 หน้าจอก็จะขึ้นรายชื่อเพลงมาแบบนี้ครับ

ซึ่งหน้าต่างด้านซ้ายมือ จะแสดง Folder นะครับ เราสามารถใช้นิ้วจิ้มเลือก Folder ที่อยากฟังได้ทันทีครับ

ส่วนหน้าต่างด้านขวามือ จะแสดงชื่อเพลงใน Folder นั้น ๆ นะครับ อยากฟังเพลงไหนก็จิ้มได้ทันทีครับ

สำหรับภาษาไทย ยังแสดงไม่สมบูรณ์ 100% นะครับ นั่นคือ สระจะกระโดดไปอยู่อิสระอีกช่องนึงเลย ตามภาพครับ

และไม่ว่าจะใช้แผ่น / การ์ด / USB ที่เป็นไฟล์ MP3 หน้าตาก็จะแสดงแบบเดียวกันนี้ทั้งหมดนะครับ

ในกรณีที่เราต้องการกลับมาสู่เมนูหลักในหน้า DVD เพื่อเปลี่ยน Mode การเล่นหรือควบคุมเพลงก็แล้วแต่ ให้ทำดังนี้ครับ

ใช้นิ้วจิ้มไปที่รูปแผ่น CD ด้านบนซ้าย

 

 

เมนูควบคุมเพลงก็จะขึ้นมาแบบนี้

ง

ซึ่งถ้าต้องการตั้งค่าการเล่นซ้ำเพลง หรือโฟลเดอร์เดิม ก็สามารถตั้งค่าได้ด้วยการกดปุ่ม REP. ได้ทันทีครับ เหมือนที่ผมบอกวิธีไปในการเล่นหนัง DVD

ถ้าเราจะกลับหน้า DVD เพื่อเปลี่ยนโหมดสลับระหว่าง DVD / SD / USB ก็ให้กดปุ่มลูกศรชี้ไปทางซ้าย หรือ Back นั่นเอง ก็จะกลับมาหน้าจอนี้

 

 

เมื่อเราเลื่อนสายตาดำ ๆ ของเราลงมาด้านล่างของหน้าจอ ก็จะพบกับแถบ 3 แถบ นั่นคือ การเลือกเล่นเพลง / รูปภาพ / วีดีโอ นั่นเองครับ ซึ่งเราก็มาต่อที่ไฟล์ภาพกันเล้ยยยย

 

 

สำหรับการดูรูปภาพนี้ ก็จะแยกหน้าต่างซ้าย-ขวา เช่นเดียวกันครับ ซึ่งถ้าเราเพิ่งใส่การ์ดมาใหม่ ๆ หน้าตาก็จะออกมาเป็น Folder กับ File เช่นเดียวกับเพลง MP3 ครับ

 

 

พอเราจิ้มให้เปิดไฟล์ใด ไฟล์หนึ่ง มันก็จะเล่นสไลด์ไปเรื่อย ๆ ดูเพลินตาดีครับ

 

ถ้าเราต้องการจะหยุดเล่น ก็ให้แตะที่หน้าจอ 1 ที แล้วกดปุ่ม Stop รูปสี่เหลี่ยมนั่นเองครับ คราวนี้หน้าจอก็จะกลับมาเป็นแบบนี้แทน

นั่นคือ Folder หายไป เปลี่ยนเป็นการ Preview ไฟล์รูปนั้น ๆ แทนในหน้าต่างซ้ายมือ

3.ไฟล์วีดีโอ

สำหรับการเล่นไฟล์วีดีโอ ตาม spec เครื่อง จะรองรับการเล่นไฟล์ MP4 ด้วยนะครับ ซึ่งผมเองยังไม่ได้ทดลองจริงจังในจุดนี้ เนื่องจากปกติ ผมไม่ค่อยมี Clip VDO ไว้ดูเท่าไหร่

แต่จากการทดสอบของเพื่อนสมาชิกใน Club เรา ที่เคยมาลองเสียบในรถผม ยังก่อให้เกิดข้อกังขาอยู่บ้าง เนื่องจากบางท่านก็สามารถเล่นไฟล์ MP4 ได้

แต่บางท่านก็เล่นไม่ได้ เครื่องจะฟ้องว่า ไม่สนับสนุนไฟล์นี้

เอาไว้ผมจะลงลึกอีกที แล้วจะมารีวิวเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งนะครับ

—————————

 

6.3 USB

 

 

สำหรับการเสียบ USB ก็ให้ใช้สายที่ร้านให้มาต่อเข้าก่อนนะครับ ไม่สามารถเสียบเข้าที่เครื่องได้โดยตรงครับ เพราะหัวคนละขนาดนั่นเอง

ซึ่งการเล่น USB เมื่อเราเสียบสายแล้ว ก็จะเล่นได้เหมือนเราใส่ SD Card นั่นเองครับ ไม่ต่างกันเลย ทั้งเพลง / รูป / VDO ซึ่งผมก็จะไม่ลงรายละเอียดซ้ำนะครับ

——————————-

 

 

กลับมาหน้า Index ด้วยการกดปุ่ม SRC ครับ

ทีนี้มาฟังวิทยุกันบ้าง ด้วยการกดที่ Radio เลยครับ

หมายเหตุ : การฟังวิทยุ สามารถใช้ปุ่มลัดโดยไม่ต้องเข้ามาหน้า Index ด้วยการกดปุ่ม Band ด้านขวามือของเครื่องนะครับ

 

7. Radio

สำหรับด้านบน ก็เหมือน ๆ กับเมนูอื่น ๆ นะครับ คือ มีปุ่มกดเพื่อ Back กลับหน้า Index ตามมาด้วยปุ่มปรับระดับเสียง , นาฬิกา และปุ่มปิดหน้าจอ

ส่วนหน้าต่างด้านซ้ายมือบน ก็จะบอกสถานะของคลื่นวิทยุที่เราใช้งานอยู่ครับ

ทีนี้มาดูปุ่มแต่ละปุ่มเลยครับ ว่าใช้งานอย่างไร

มาดู 3 ปุ่มบนกันก่อน

– PTY

ทีแรกผมนึกว่าย่อมาจาก Pattaya กดแล้ว พาเราไปเที่ยวทะเลอะไรแบบนั้น แต่ที่จริงปุ่มนี้น่าจะเป็นปุ่มหนึ่งในระบบ RDS หรือ Radio Data System ซึ่งเป็นระบบที่ให้มากกว่าความเป็นวิทยุ ด้วยการส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์แทรกมาตลอด เช่น ข่าวด่วน / ข่าวจราจร / หุ้นตก / น้ำท่วม / อุบัติเหตุ รวมถึง ชื่อเพลง หน้าตาศิลปิน / กำหนดการเล่นคอนเสิร์ตและการจองตั๋ว แสดงที่หน้าจอขึ้นมาเลย เป็นต้น

โดยเจ้า PTY น่าจะเป็นปุ่มค้นหาช่องอัตโนมัติครับ ซึ่งแน่นอนสถานะที่หน้าจอก็บอกแล้วว่า NO PTY นั่นก็แปลว่า ระบบทันสมัยในวิทยุนี้ ยังไม่มีให้เล่นนั่นเอง

– TA

ย่อมาจาก Traffic Announcement ใช้สำหรับการดูข้อมูลการจราจร ซึ่งไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วจะเป็นยังไงนะครับ เพราะมันยังใช้ไม่ได้ ซึ่งผมคิดเอาเองว่า ถ้าทันสมัยหน่อยก็อาจจะเป็นตัวอักษรวิ่งบอกว่า ถนนที่ไหนเป็นอย่างไร รถติดมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าทันสมัยน้อยหน่อย ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นสถานีการจราจรแทน เช่น จส.100 เป็นต้น

– AF

ทีแรกก็นึกว่า กดแล้ว จะเข้าสู่การฟังผลการประกวด Academy Fantasia ซะอีก แต่จริง ๆ แล้วปุ่มนี้ย่อมาจาก Alternative Frequency ซึ่งไว้ใช้งานเวลาเปลี่ยนพื้นที่ของคลื่นวิทยุ เช่น ไปต่างจังหวัด ก็กดเพื่อเปลี่ยนเป็นสถานีเดียวกัน แต่เป็นคลื่นของจังหวัดนั้น ๆ เป็นต้น

ซึ่งทั้ง 3 ปุ่ม ผมไม่เคยได้ใช้งานจริงนะครับ ดังนั้น ก็อาจจะบอกรายละเอียดได้ไม่แน่ชัดนัก ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ท่านใด เคยใช้งานจริงแล้ว ก็มาแชร์ความเห็นกันได้ใน Comment เลยนะครับ

อีก 6 ปุ่มถัดมา เป็นการใช้งานของเราล้วน ๆ ครับ ใช้ได้จริงทั้งหมด มาดูทีละปุ่มเลยครับ

– FM

คือการเข้าสู่การฟังคลื่น FM นั่นเอง โดยกดครั้งแรก จะเข้าสู่ FM 1 กดอีกครั้งจะเข้า FM2 ซึ่งเจ้า March Navi ให้มา 3 ช่องครับ

ซึ่งเมื่อเรามองไปด้านขวา จะพบว่า ในแต่ละช่อง FM จะสามารถบันทึกได้ 6 สถานี นั่นแสดงว่า เราสามารถบันทึกสถานีโปรดได้ถึง 18 สถานีด้วยกัน

– AM

คือ การเข้าสู่การฟังคลื่น AM นั่นเองครับ โดย March Navi จะให้ช่อง AM มาเพียง 2 ช่องครับ นั่นก็คือ บันทึกสถานีโปรดได้เพียง 12 สถานี

– SEEK

สำหรับปุ่ม SEEK คือ ปุ่มค้นหาสถานีครับ ถ้ากดSEEK+ คือ หาไปข้างหน้า และ SEEK- ก็คือหาไปข้างหลังนั่นเอง

ถ้าเรากด SEEK จะ + หรือจะ – ก็ตาม เราจะพบว่า มันจะค้นหาให้อัตโนมัติ คือ วิ่งยาวไปเลย จนกว่าจะจับสัญญาณแรง ๆ ได้ ถึงจะหยุด ซึ่งบางทีมันจะเลยสถานีที่เราตั้งใจจะฟังไป (เพราะคลื่นไม่แรงพอให้มันจับสัญญาณ)

ดังนั้น ถ้าเราจะฟังคลื่นที่ต้องการ เราต้องใช้การกด Manual เพื่อเปลี่ยนคลื่นเองครับ ด้วยการกดปุ่ม SEEK+ หรือ – ค้างไว้ ทีนี้ เมื่อเรากด SEEK อีกที ก็จะเป็นการเลือกคลื่นแบบ Manual นั่นเองครับ โดยขยับทีละ 0.05 นับว่าละเอียดดีจริง ๆ ครับ

– ปุ่ม STORE

ใช้สำหรับการบันทึกคลื่นโปรด เมื่อเรากด SEEK จนเจอคลื่นโปรดของเราแล้ว ให้กดตำแหน่งของ memory ที่ต้องการบันทึก เช่น FM1-3 แล้วกด STORE เพื่อบันทึกครับ

ซึ่งการบันทึก เราสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่ง คือ การกดค้างที่ปุ่มสถานีทั้ง 6 สถานีด้านขวามือเลยครับ เพื่อบันทึกค่าตามใจเรา ว่าเราจะบันทึกไว้ในลำดับที่เท่าไหร่ ซึ่งผมชอบใช้วิธีนี้มากกว่าครับ

เมื่อเราบันทึกเต็มทั้ง 6 สถานีแล้ว แต่ยังมีสถานีโปรดในใจอีก ก็กดปุ่ม FM อีกครั้งนึง เพื่อข้าสู่ FM2 ครับ และทำไปเรื่อย ๆ จนครบครับ ซึ่งมีโควต้าให้เก็บคลื่นโปรดได้ถึง 18 คลื่นตามที่ผมบอกไปแล้วนั่นเอง

– ปุ่ม AMS

ใช้สำหรับการ Scan คลื่นที่เราบันทึกไว้สั้น ๆ เพื่อฟังว่าแต่ละคลื่นกำลังออกอากาศเรื่องอะไรอยู่ เหมาะสำหรับคนขับรถมาก ๆ ครับ เพราะกดปุ่มนี้ทีเดียว และฟังไปเรื่อย ๆ จนเจอคลื่นที่เราอยากฟัง ก็กดปุ่มนี้ซ้ำอีกครั้ง เพื่อหยุดฟังนั่นเอง

คนขับรถจะได้ไม่เสียสมาธิในการมาเลือกคลื่นต่างๆ ด้วยตัวเองครับ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของเราครับ

—————————-

 

มาดูกันต่อครับ กด SRC เข้าหน้าหลักมาซิ

 

8. TV

สำหรับการดูทีวี ต้องพึ่งเสาอากาศตัวนี้ครับ

ซึ่งทางร้านจะถามว่า เราจะติดตรงไหน สามารถเลือกติดได้เลยครับ ไม่ว่าจะมุมซ้ายแบบนี้ หรือตรงกลางบริเวณกระจกมองหลัง

แต่แน่นอนครับ การติดเสาทีวีในรถ แม้ข้อดีจะมี คือ ความสวยงามรวมถึงความสะดวก แต่ก็ต้องแลกกับความคมชัดของทีวีครับ ยิ่งถ้าฟิล์มปรอทยิ่งแล้วใหญ่ บางทีอาจจะจับสัญญาณไม่ได้เลยครับ

ดังนั้น ถ้าคุณ Serious กับการดูทีวี ประเภทขาดไม่ได้เลย ก็ควรจะย้ายไปติดข้างนอกจะดีกว่าครับ

เมื่อเราจะดูทีวี ก็ให้กางเสาแบบนี้ครับ

ซึ่งเมื่อเราเข้ามาดูทีวีครั้งแรก ผมแนะนำให้ Set ค่าทีวีก่อน ดังนี้ครับ

1. จอดรถที่กลางแจ้ง โล่ง ๆ เปิดแอร์เย็น ๆ และอย่าเพิ่งขยับรถไปไหนนะครับ
2. กดที่หน้าจอ 1 ที เพื่อให้เมนูควบคุมโผล่ขึ้นมา

3. กดปุ่ม SET ให้เป็นคำว่า PAL BG
4. กดปุ่ม PLAY ซ้ายมือสุด ให้เครื่องทำการแสกนไปเรื่อย ๆ จนครบ 860 ช่อง
5. เสร็จแล้ว ก็ Move ไปไหนต่อไหนได้แล้วครับ

ลองมาดูการจูนของผมผ่านคลิปครับ

 

 

ซึ่งการรับสัญญาณแต่ละช่องได้ อย่างที่บอกครับ ว่าขึ้นอยู่กับเสาทีวี และพื้นที่นั้น ๆ ด้วย บางพื้นที่สัญญาณแรง แต่บางพื้นที่สัญญาณก็อับครับ

แต่ถ้าเรายังไม่สามารถดูทีวีได้เลยสักช่อง ให้กดตั้งค่าแบบ Manual ดังนี้ครับ

– ใช้ปุ่มลูกศร 2 อัน (ไม่มีขีดกั้น) ที่ติดกับ SET สำหรับตั้งค่า + ไปด้านหน้า
– และใช้ปุ่มลูกศรชี้ไปทางด้านซ้ายที่ติดกัน สำหรับตั้งค่า – ไปด้านหลัง

โดยกดให้เป็นเลขดังนี้ครับ
– ช่อง 3 559.75
– ช่อง 5 175 (+ หรือ – นิดหน่อย เอาให้ชัดที่สุด)
– ช่อง 7 189.25
– ช่อง 9 211 (+ หรือ – นิดหน่อย เอาให้ชัดที่สุด)
– ช่อง NBT 216.50
– ช่อง TPBS 533 (+ หรือ – นิดหน่อย เอาให้ชัดที่สุด)

หลังจากตั้งค่าแล้ว ช่อง 3 แบบเสาอากาศในรถของผม ก็เป็นแบบนี้

 

 

ในบางพื้นที่ที่มีสัญญาณแรง ขับความเร็วเกือบ 100 ก็ยังชัดเจนแบบนี้อยู่ครับ

 

—————————–

 

กลับมาต่อกันที่หน้าหลักครับ เหลืออีกเพียงเมนูเดียว ซึ่งเป็นตัวเอกของเครื่องเลย

 

 

แต่ก่อนจะเข้าสู่การรีวิว GPS ผมขอแวะไปเมนู Setup ก่อนนะครับ

 

มาดูกันทีละตัวครับ

– Image

ก็เป็นการตั้งค่าสีของจอครับ ก็กดปรับกันไปตามใจชอบเลยนะครับ

 

 

– Audio

สำหรับการตั้งค่าเสียงนี้ เราสามารถใช้ทางลัดได้ด้วยการกดปุ่มวงกลมด้านซ้ายมือ บนสุดของตัวเครื่อง (ปุ่มปรับระดับเสียง) ได้เลยนะครับ ก็จะเข้าสู่หน้านี้เหมือนกัน

ด้านซ้ายมือจะเป็นการปรับเสียงแบบ Manual ครับ ส่วนด้านขวามือจะเป็นการปรับเสียงแบบสไตล์ที่อยากฟัง ซึ่งก็เปรียบเหมือนการปรับเสียงแบบ Auto นั่นเอง

ส่วนตรงกลางที่เป็นรูปเบาะนั้น คือการปรับเสียงออกที่ลำโพงทั้ง 4 ตัว ว่าจะเน้นให้ออกที่ลำโพงด้านไหน หรือ จะปิดเสียงจากด้านไหน

ซึ่ง Option นี้ ผมจะใช้เวลามีผู้โดยสารมานั่งรถด้วย
– ถ้าคุณพ่อ คุณแม่นั่งด้านหลัง ผมจะปิดลำโพงหลัง เปิดแต่ลำโพงหน้า
– ถ้าแฟนผมไปนั่งข้างหลังด้านขวา ด้านเดียวกับผม ผมจะปิดลำโพงด้านซ้ายทั้งหมด เพื่อฟังเฉพาะลำโพงด้านขวา
– ถ้าแฟนผมที่นั่งหน้าเกิดหลับ ผมจะย้ายลำโพงมาด้านคนขับตัวเดียว เพื่อไม่ให้เสียงเพลงรบกวนเวลาเธอนอน

ซึ่งเราจะตั้งแบบไหน ก็ให้กดปุ่มไปทางด้านนั้นครับ โดยจะมีเส้นสีเหลือง 2 เส้น คอยบอกระยะ ทำจุดตัดกัน ตามภาพครับ

อย่างในภาพนี้ คือการที่ผมปรับเสียงไปให้ที่นั่งหลัง ด้านขวาเป็นต้น

 

 

– Blackset

สำหรับหน้านี้ คือ การตั้งค่าปิดหน้าจอครับ เหมาะกับการขับรถเวลากลางคืน ไม่ให้แสงจากหน้าจอส่องเข้าตา ซึ่งนอกจากรบกวนสายตาแล้ว บางทีอาจจะทำให้ในรถสว่างขึ้น จนทำให้คนภายนอกเห็นในรถได้ ว่ามีใครอยู่ในรถ ซึ่งอันตรายสำหรับสาว ๆ ที่ขับรถลำพังในสมัยนี้ครับ

 

ในเมนูด้านซ้ายมือ คือ การตั้งค่าปิดหน้าจออัตโนมัติ โดยตั้งเวลาได้ 3 ระยะ คือ 3 นาที / 5 นาที / 10 นาที

ส่วนเมนูด้านขวามือ คือ การสั่งแบบ Manual ครับ ถ้ากดปุ่ม Cancel ไว้ ก็คือ ไม่มีการปิดหน้าจอครับ

และถ้าเรากดที่ Black Now หน้าจอก็จะดับลงทันทีครับ

ซึ่งตามปกติ เราสามารถปิดหน้าจอได้ 3 วิธีนะครับ
1. กด Black Now แบบด้านบน
2. กดปุ่ม รูปกากบาทสีแดงปิดหน้าจอที่มุมบนขวา เวลาที่เราเล่นเพลงอยู่
3. กดปุ่ม MUTE ที่อยู่ด้านซ้ายมือของเครื่องค้างไว้

 

 

– Time

เมนูนี้สำหรับการตั้งนาฬิกานั่นเองครับ

ซึ่งเราสามารถประยุกต์ใช้ดูปฏิทินแทนก็ได้นะครับ เผื่อฉุกเฉินหาปฏิทินไม่เจอ 555

 

 

– Option

ก็เป็นการตั้งค่าเครื่องทั่ว ๆ ไปครับ ซึ่งจุดสำคัญที่ผมใช้ คือ บรรทัดแรก นั่นคือ ตำแหน่งไฟล์ GPS นั่นเอง ใช้ในกรณีเราเปลี่ยนโปรแกรมนำทางครับ เราก็ต้องมาตั้งค่า Default ให้เครื่องรู้ว่า จะใช้โปรแกรมไหนเป็นตัวนำพาเราสู่จุดหมายครับ

นอกนั้นที่ผมใช้ ก็มีเพียง
– Any Key On คือ การเปิดเครื่องด้วยปุ่มไหนก็ได้
– Beep คือ การเปิดเสียงปุ่มกด จะมีเสียงบอกตลอดเวลาเรากดปุ่มใด ๆ ก็ตาม (จะได้รู้ว่าโดน)

ส่วน Auto Enter spectrum ใช้งานไม่ได้ครับ กดแล้ว เปิดไม่ได้

กลับมาที่หน้า Setup กันใหม่

– เมนูต่อมา คือ Spectrum ก็ใช้งานไม่ได้ครับ กดไป ไม่มีผลใด ๆ

– Page Effect คือการตั้งค่าการแสดงผลเวลาเปลี่ยนหน้าจอ เช่น เลื่อนไปทางซ้าย / ขวา บีบหน้า บีบหลัง กระโดดขึ้น กระโดดลง เป็นต้น ซึ่งผมใช้ Random คือ “สุ่ม” ไปเลย เพราะไม่ได้ชอบแบบไหนเป็นพิเศษ

– TCH Cali คือ การตั้งค่าการ Touch Screen ครับ ผมเองไม่ได้เล่นเมนูนี้ครับ กลัวเพี้ยน

 

หมดหน้าแรกไปแล้ว กดลูกศรด้านขวามือ มาดูหน้า 2 กันบ้างครับ

– Steer Key สำหรับการตั้งค่าปุ่มปรับเสียงบนพวงมาลัย อันนี้รออนาคตได้พวงมาลัยแบบตัว Micra มาเมื่อไหร่ คงได้ว่ากันอีกทีครับ

– Factory Set สำหรับการตั้งค่ากลับไปให้เหมือนที่ออกมาจากโรงงานสด ๆ ร้อน ๆ ครับ ไว้มีปัญหาค่าผิดเพี้ยน ก็ค่อยใช้บริการแล้วกันเนอะ

– Version อันนี้ ค่อยน่ากดเข้าไปดูหน่อย

 

– GPS Info บอกสถานะดาวเทียมนั่นเอง

ส่วนอีก 2 อันที่เหลือ
– Car info
– Logo Set

แฮะ แฮะ ยังไม่กล้าแตะต้องครับ ทำเนียนข้ามไปเลยดีกว่าเนอะ

—————————–

 

กลับมาที่พระเอกของงานดีกว่าครับ

 

9. GPS

ก่อนอื่น ผมต้องเรียนให้ทราบว่า ผมไม่เคยใช้โปรแกรม GPS ใด ๆ มาก่อนเลยครับ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไปสอยมือถือที่มี GPS มาลองใช้ แต่ก็จับสัญญาณได้ช้าเหลือเกิน สุดท้ายรำคาญเลยไม่ได้ใช้ GPS สักที

ดังนั้น นี่คือการใช้ GPS ครั้งแรกของผมเลยครับ

ยังไงก็ขอรีวิวแบบมือใหม่เลยนะครับ ใครมีความรู้อะไรแนะนำ ก็ comment ให้ทราบกันได้ ผมจะขอบคุณมาก ๆ เลยครับ

สำหรับ March Navi ก็คือ เครื่อง GPS เครื่องหนึ่งที่รับสัญญาณ GPS ได้ ดังนั้น ถ้าท่านมีความรู้ด้านนี้ก็สามารถนำโปรแกรมนำทางอื่น ๆ มาใช้ได้เลยนะครับ

แต่ในที่นี้ ทางร้านได้ให้โปรแกรมนำทางมาแล้ว 2 โปรแกรมครับ คือ
9.1 IGO 8.3
9.2 IGO PRIMO

ผมได้ลองใช้ IGO 8.3 ก่อน ด้วยความที่ผมเล่นเป็นครั้งแรก บอกตามตรงว่า “งงงง” และไม่รู้เรื่อง เข้าใจยากมาก หาสถานที่ก็ยาก เจอบ้างไม่เจอบ้าง นั่งกดเล่นอยู่นาน ก็ยังไม่เข้าจิต ไม่เข้าใจ

ไปเปิดคู่มือที่เคยมี ก็ยังมึน ๆ

คิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควรในการคลุกคลี ถึงจะใช้งานได้จริง ๆ

ดังนั้น ผมจึงลองเปลี่ยนมาใช้ IGO PRIMO ดู ด้วยการเข้าไปเปลี่ยนค่า Default ที่หน้า Setup – Option ตามนี้ครับ

ซึ่งตอนแรกที่ร้านให้มา ได้ใส่ไว้ใน Folder Map/IGO Primo/iGO.exe ซึ่งจะเจอปัญหาเวลาเข้าโปรแกรมภายหลัง มันเข้าไม่ได้ เนื่องจากชื่อของ Folder ตั้งไว้ไม่ถูกหลัก (มีเว้นวรรคระหว่าง IGO กับ PRIMO) ผมจึงถอด Micro SD Card จากช่อง GPS Card ออกมาทำการแก้ไขเปลี่ยนชื่อ Folder ใหม่ จาก IGO PRIMO เป็น PRIMO เฉย ๆ ครับ

และแน่นอน ผมสามารถเข้าใช้งานได้ทุกครั้งเลยครับ

แต่ทีนี้เมื่อเข้า IGO PRIMO ได้แล้ว ดันจับสัญญาณ GPS ไม่ได้ ผมเลยต้องถอดการ์ดออกมาแก้ไขอีกครั้งดังนี้

1. เปิด Folder PRIMO
2. เปิดไฟล์ SYS.TXT
3. จะเจอภาพแบบนี้

 

4. จากนั้นพิมพ์ข้อความในแถบสีน้ำเงินนี้ใส่เพิ่มเข้าไปตามรูป

5. กด Save File

จากนั้นมาทดลองเปิด ก็จับสัญญาณได้รวดเร็วทันใจดีจังเลยครับ

ซึ่งหน้าตาที่เห็นจะเป็น Theme หรือรูปแบบที่ร้านใส่เพิ่มมาให้นะครับ ไม่ใช่หน้าตา Default ของโปรแกรม

ดังนั้น ตรงมุมล่างซ้ายที่ระบุความเร็วรถ นั่นก็คือ คำว่า “เมนู” นั่นเอง และเราจะใช้ปุ่มนี้สำหรับการตั้งค่าต่าง ๆ ครับ

ซึ่งสิ่งที่ผมชอบใน PRIMO นี้คือ icon ต่าง ๆ ที่ปรากฎบนแผนที่ครับ

 

ถ้าใน Version เดิมที่ติดมาจากทางร้าน เวลาขึ้นทางด่วน ป้ายจะเป็นภาษาอังกฤษครับ

 

 

และถ้าท่านได้ Update แผนที่ไทยให้ใหม่ขึ้น ก็จะได้ป้ายทางด่วนภาษาไทยด้วยครับ

 

 

อีกจุดที่ชอบ คือการแสดงผล 3 มิติในสถานที่สำคัญครับ เช่น ในเมืองก็จะแสดงอาคารใหญ่อย่างที่เห็นในภาพ คือ มีทั้ง President Tower (Intercon Hotel) , อาคาร The Offices @ Central World และ ห้างสยามพารากอนครับ

 

ถอยหลังมานิดครับ

 

มุมมองคนขับครับ

 

 

ทีนี้ เรามาลองสำรวจกันดูครับ ว่าเจ้า IGO Primo มีอะไรให้เล่นบ้าง
เริ่มที่กดตรงมุมล่างซ้าย ตรงความเร็วรถ ซึ่งปุ่มนี้คือ ปุ่ม“เมนู” ครับ

 

 

ก็จะเข้าสู่หน้าเมนูหลักแบบนี้ครับ

ซึ่งหน้าจอซ้ายมือ “แสดงแผนที่” ก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือ เมื่อเรากด ก็จะกลับไปที่แผนที่ในหน้าเดิม

มุมล่างซ้าย สีแดง ๆ คือ ปุ่มปิดโปรแกรม IGO Primo ครับ

ส่วนด้านขวา ก็ตรงตัวเลยครับ

“ค้นหา” สำหรับหาสถานที่
“เส้นทางของฉัน” สำหรับการตั้งค่าเส้นทางที่เราจะไป
“เพิ่มเติม” คือ การตั้งค่าแผนที่ และเมนูลูกเล่นอื่น ๆ

มาดูกันทีละตัวนะครับ เริ่มที่กด “ค้นหา”กันก่อน ก็เข้ามาสู่หน้านี้ครับ

เราสามารถค้นหาได้ 3 แบบครับ คือ
1. ค้นหาที่อยู่
2. ค้นหาสถานที่ หรือ POI
3. ค้นหาบนแผนที่

ส่วน”รายการโปรด” คือ รายการที่เราบันทึกเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ ก็สามารถเข้าไปดูได้ทันที

และเมนูสุดท้าย “ประวัติ” ก็คือ การเข้าไปดู “ประวัติ” การค้นหาของเราครับ เช่น ถ้าเราเคยหาแล้ว ก็ไม่ต้องไปหาใหม่อีก เข้ามาดูในประวัติได้เลย

มาเริ่มตัวแรกกันก่อนครับ “ค้นหาที่อยู่” กดเข้าไปเลยยยย

ซึ่งเราก็กรอกข้อมูลไปตามช่องได้เลยนะครับ อย่างในช่องเมือง เราก็ใส่ได้ทั้งจังหวัด / อำเภอ / ตำบล / รหัสไปรษณีย์

ส่วนช่องถนน เราใส่ชื่อซอยก็ได้ครับ แล้วแต่เราเลย ว่าเรารู้ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่สามารถค้นหาเลขที่บ้านได้นะครับ แต่ถ้าเป็นบางประเทศ เค้าสามารถค้นหาด้วยเลขที่บ้านได้เลย นับว่าเจ๋งเป้งเลยทีเดียวครับ

 

และเมื่อผมลองพิมพ์ในช่องจังหวัด จะสังเกตว่าคีย์บอร์ดจะไม่ขึ้นให้พิมพ์ทุกตัวอักษร นั่นเป็นเพราะว่า โปรแกรมได้เดาไว้แล้ว ว่าเราจะพิมพ์อะไรได้บ้างนะครับ

อย่างในภาพนี้ ผมก็พิมพ์เพียงคำว่า “กร” เท่านั้น ก็ปรากฎภาพนี้ขึ้นมาเลยนะครับ

ถ้ามันขึ้นมาแบบนี้ และเป็นคำที่เราต้องการ เราก็กดเครื่องหมายถูกสีเขียวไปได้เลยครับ

 

ส่วนด้านล่าง คำว่า “เพื่มเติม” คือการเปลี่ยนภาษาคีย์บอร์ดนะครับ

 

ไปดูเมนูอื่นกันบ้างดีกว่าครับ โดยกลับมาที่หน้าค้นหาก่อน

 

คราวนี้ “ค้นหาสถานที่” บ้าง

สำหรับสถานที่ หรือ POI (Point of Interest) ก็คือ สถานที่สำคัญที่คนทั่วไปรู้จัก หรือใช้บริการ อาทิเช่น ปั๊มน้ำมัน , ร้านอาหาร , สถานที่ราชการ , ห้างสรรพสินค้า , ธนาคาร ฯลฯ

มาลองกดเล่น ๆ กันก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง

“ค้นหาแบบด่วนบริเวณโดยรอบที่นี่” คือ การค้นหาสถานที่ในบริเวณที่เราอยู่ครับ เช่น หิวข้าว ก็กดหาดูว่า แถว ๆ ที่เราอยู่ มีร้านอะไรบ้าง และสนใจร้านไหน ก็ให้เครื่องบอกทางเราได้ทันทีครับ

มาลองเล่นกันดูครับ โดยผมจะลองหาร้านหนังสือที่ใกล้ที่สุดดูนะครับ

เมื่อผมพิมพ์คำว่า “ร้านหนังสือ” แล้ว ก็จะเห็นว่ามีผลลัพธ์ที่ได้ ที่โชว์อยู่มุมล่างขวาของจอ ถึง 61 ร้านด้วยกัน ซึ่งเราสามารถพิมพ์ให้แคบลงได้อีกนะครับ เช่น ระบุชื่อร้านลงไปด้วย

แต่ทีนี้ ผมจะทดสอบให้ดูแบบร้านทั้งหมด หลังจากนั้นผมก็กดที่คำว่า “ผลที่ได้ (61)” ครับ

โปรแกรมก็จะแสดงรายชื่อร้านทั้งหมดที่ใกล้ที่สุดออกมาให้เราเลือกดู ซึ่งเราก็กดเลือกดูได้เรื่อย ๆ ว่ามีร้านไหนบ้าง ชื่ออะไรบ้าง และสนใจร้านไหน ก็กดที่ชื่อร้าน เพื่อดูตำแหน่งที่ตั้ง หลังจากนั้นก็สั่งให้พาไปที่ร้านนั้นได้ทันที

ทีนี้ มาดู “ค้นหาแบบกำหนดเอง” บ้างครับ

 

 

พอกดเข้ามาแล้ว ก็จะพบเมนูนี้

ถ้าเราจะค้นหาสถานที่ทั่วไป ตรงไหนก็ได้ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้เรา ก็เลือกที่ “ในเมือง”

ถ้าเราจะค้นหาสถานที่ที่อยู่ใกล้เราที่สุด ก็เลือกที่ “บริเวณโดยรอบที่นี่”

ส่วนอีก 2 เมนูจะเป็นสีดำ นั่นคือ ไม่ให้เรากดในตอนนี้ เพราะเป็นเมนูที่เอาไว้ใช้ค้นหา เวลาที่เรามีเส้นทางการไปที่แน่ชัดแล้ว ซึ่งถ้าเราได้ตั้งเส้นทางไว้แล้ว ก็สามารถเลือกการค้นหาจาก 2 เมนูนี้ได้ครับ

“ตามเส้นทาง” สำหรับค้นหาสถานที่ที่อยู่ในเส้นทางที่เรากำหนดไว้
“บริเวณจุดหมาย” สำหรับค้นหาสถานที่ที่อยู่บริเวณปลายทาง

 

เช่น สมมติว่าเราจะไปบ้านคุณย่า กำหนดเส้นทางไว้แล้ว แต่ทีนี้ ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ต้องมีของติดไม้ติดมือกันบ้าง ก็เลยอยากรู้ว่า จะผ่านห้างสรรพสินค้าไหนบ้างในเส้นทางที่เราจะไป ก็เลือกที่ “ตามเส้นทาง”

และถ้าเราเกิดอยากจะพาคุณย่าไปหาอะไรทานนอกบ้าน แต่ให้อยู่แถวๆ บ้านท่าน เราก็เลือกที่ “บริเวณจุดหมาย” นั่นเอง

มาลองดูกันครับ ผมจะกด “ในเมือง” ก่อนนะครับ

เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องพิมพ์ชื่อ จังหวัด หรือ อำเภอ หรือ ตำบล หรือรหัสไปรษณีย์ก็ได้ครับ

พอพิมพ์เสร็จแล้ว ก็จะเจอหน้านี้ครับ

 

ดูหน้าต่อไปซิ

นั่นก็คือ จะมีรายการสถานที่ตามหมวดต่าง ๆ ให้เราเลือกดูว่า เราจะไปที่ไหน เช่น จะหาโรงพยาบาล ก็กดที่หมวด “การแพทย์”

จะหาธนาคารหรือตู้ ATM ก็กดที่หมวด “การเงิน” ครับ

ออกจาก POI ก่อน ลองมาดู “ค้นหาบนแผนที่” กันบ้างครับ

 

 

เมื่อเข้ามาแล้ว ก็จะพบแผนที่แบบนี้เลย

 

ซึ่งเหมาะกับการที่
1. เรารู้พิกัดของสถานที่ว่า อยู่ประมาณไหน
2. เราหาจาก POI หรือ ที่อยู่ไม่เจอ แต่พอจะรู้ว่าอยู่แถวไหนบ้าง ก็สามารถเอานิ้วมาลากหาตามแผนที่ได้ครับ

ย้อนกลับมาที่เมนูหลักการค้นหาก่อนครับ

 

 

มาดูรายการโปรดกันบ้าง

ซึ่งรายการโปรด ก็มาจากการที่เราได้ค้นหามาก่อน แล้วสั่งบันทึกไว้นะครับ โดยทั่วไปก็จะต้องบันทึกสถานที่ที่เราไปบ่อย ๆ หรือเป็นประจำ เอาไว้ก่อน ด้วยการ “ค้นหา” แบบต่าง ๆ ที่ผมแนะนำไปนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะให้ดู case study ประกอบอีกครั้งนะครับ เพื่อความเข้าใจในการใช้งาน

กลับมาดูเมนูสุดท้ายใน “ค้นหา” กันครับ นั่นคือ “ประวัติ”

เมื่อเราเข้ามาแล้ว โปรแกรมจะแสดงประวัติย้อนหลังทั้งหมดที่เราเคยค้นหามาก่อนหน้านี้ครับ ซึ่งถ้าเราเคยค้นหามาแล้ว แต่ไม่ได้บันทึกเก็บไว้เป็น “รายการโปรด” เราก็เข้ามาดูย้อนหลังได้ที่นี่เลย จะได้ไม่ต้องไปค้นหาใหม่ให้เมื่อยตุ้มครับ

เมนู “ค้นหา” สำรวจกันไปหมดแล้ว มาดู “เส้นทางของฉัน” บ้างครับ

 

เมื่อเรากดเข้ามาแล้ว ก็จะเข้าสู่เมนูการควบคุม แก้ไข จัดการเส้นทางแบบนี้ครับ

 

 

ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้กำหนดเส้นทางใด ๆ เลย จึงกดได้ปุ่มเดียวเท่านั้น คือ “สร้างเส้นทาง”

 

เข้ามาแล้ว ก็จะเจอจุดเริ่มต้น คือ “ตำแหน่ง GPS ปัจจุบัน” หรือ ตำแหน่งที่เราอยู่ในขณะนี้

ถ้าเราจะเพิ่มจุดหมายปลายทางก็กดปุ่ม + ได้เลยครับ เมื่อกดแล้ว ก็จะเข้าสู่เมนูการค้นหานั่นเอง

ซึ่งเราจะค้นหาอะไร ก็เลือกเอาได้ตามใจชอบเลยครับ และเมื่อกำหนดจุดหมายแรกได้แล้ว เกิดเราอยากจะแวะไปไหนก่อน หรืออยากจะไปไหนเพิ่มเติม ก็สามารถกด + แทรกคิวได้ตามลำดับเลยครับ ซึ่งเดี๋ยวดูรายละเอียดที่ case study อีกทีนะครับ

คราวนี้กลับมาหน้าเมนูหลักอีกครั้ง เพื่อดูเมนูสุดท้าย “เพิ่มเติม”

 

เข้ามาแล้วก็จะพบกับเมนู “ตั้งค่า” ซึ่งเป็นเมนูหลักในการปรับแต่งแผนที่ และการแสดงผล

ส่วนที่เหลือ เป็นโปรแกรมเสริมหรือลูกเล่นครับ ซึ่งนับว่ามีประโยชน์เหมือนกัน ถ้ารู้จักใช้

หน้า 2

 

ลองกดดู “พระอาทิตย์ขึ้น & พระอาทิตย์ตก” ดูครับ

ก็จะเห็นภาพการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์แบบนี้เลยครับ ซึ่งผมถ่ายภาพเมื่อตอน 17.00 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความมืดเริ่มใกล้ตำแหน่งที่เราอยู่ (ตรง cursor สีแดง) เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วครับ

มาดูประโยชน์อีกเมนู นั่นคือ “เครื่องคิดเลข”

อันนี้ผมว่ามีประโยชน์จริงครับ ใช้งานได้จริงเลย

แต่ที่เหลือก็มีประโยชน์มากนะครับ ถ้ารู้จักใช้ มีข้อมูลสำคัญเพียบเลย

อย่างเมนู “อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง” มีการคำนวณอัตรากินน้ำมันให้ด้วย รวมถึงเมนู “ดูภาพ” ก็สามารถค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวแบบภาพถ่าย แต่ในโปรแกรมที่ได้มา ยังไม่มีใครใส่ข้อมูลตรงนี้มานะครับ

หรืออย่าง “ตรวจดูการเดินทาง” ก็สามารถบันทึกเส้นทางที่เราวิ่งมาได้ ในกรณีที่เราไปในสถานที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ หรือไปต่างจังหวัด สามารถมาย้อนดูได้ทุกเมื่อครับ

แต่เมนูที่สำคัญที่สุด คือ “ตั้งค่า” ครับ มาสำรวจพร้อมกันเลยดีกว่าครับ

 

 

เข้ามาก็เจอหน้านี้

 

 

เจ้า GJA Setting เป็นการตั้งค่า theme หรือ รูปแบบ ซึ่งผมขอข้ามไปก่อนครับ ไปดู “เสียงและการเตือน” กันก่อนครับ

“ระดับเสียง” คือ การตั้งค่า Volume ของเสียงพูดนั่นเอง

“ภาษาของเสียงพูด” คือ การเลือกเสียงของผู้บอกทางเราครับ มีให้เลือกหลากหลายเลย

เท่าที่ดูก็มีทั้ง ชาย หญิง เด็ก และฝรั่ง รวมถึงภาษาก็มีหลากหลาย ทั้ง ภาษากลาง ใต้ อีสาน เหนือ ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามใจชอบเลยครับ

แต่ถ้าสังเกตจะคนนึงที่แปลกกว่าเพื่อน คือ Narisa ซึ่งคนนี้จะพูดมากเป็นพิเศษครับ แต่พูดไม่เพราะ เสียงอย่างกับทหาร 5555

อย่างคนอื่น จะพูดแค่ เลี้ยวซ้าย / เลี้ยวขวา / ระวังค่ะ / ขับรถไปแล้วค่ะ แต่เจ๊นาริสานี่เจื้อยแจ้วชื่อถนนด้วย สั่งให้เติมน้ำมันด้วย บอกให้ดูสัญญาณจราจรด้วย

คนอื่น
“อีก 100 เมตรข้างหน้า เลี้ยวซ้าย ระวังด้วยค่ะ”

เจ๊นาริสา
“อีก 100 เมตรข้างหน้า เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามคำแหง”

ขับไปอีกแป๊ปนึง
“ถึงปั๊มแก๊สซะแล้ว จะเติมแก๊สไหม?”

ผมตกใจ เลยตอบกลับไปว่า “เฮ้ย คันนี้ใช้น้ำมัน”

พอขับเลยไป ยังจะแอบบ่นอีก
“จะเลยปั๊มแก๊สซะแล้ว จะเติมแก๊สไหม?”

ผมก็เลยด่าเจ๊เค้าไป
“เฮ้ย แหกตาดูเข็มน้ำมันก่อน เต็มถังแว้ววววววว”

ด่ากลับไปไม่ทันขาดคำ ขับไปถึงสี่แยก เจ๊แอบหวังดี
“ระวัง ข้างหน้ามีกล้องตรวจจับรถฝ่าไฟแดง”

โอเค ขอบใจจ้า พูดมากไม่ว่า แต่เสียงแข็งยังกับทหารหญิง

 

ก็เลยต้องขอใช้บริการเสียงอ้อน ๆ จาก “น้องพิว” ดีกว่า หวานกว่า เหมือนมีลูกสาวตัวน้อยมาเจื้อยแจ้ว

วันต่อมา ได้ให้น้องพิวขึ้นรถมานำทาง วันนั้นรีบซิ่งไปธุระที่ไหนไม่รู้ แต่ขณะที่ลูกค้าสาวเกิดโทรมาหา เพื่อคุยเรื่องงาน น้องพิวดันพูดมาเฉยเลย

“คุณพ่อขา ขับช้าลงหน่อยค่า”

 

ลูกค้าสาวหยุดกึก เปลี่ยนเรื่องทันที
“อ้าว คุณเบียร์มีลูกแล้วหรอค่ะเนี่ย!!!”

เอ่อ….ม่ายยยช่ายยยค้าบบบบบบบบบบบบบบ

————————

กลับมาดูกันต่อครับ

ถัดจากเสียงและการเตือน จะเป็น “ปรับแต่งเมนูด่วน” อันนี้ก็แล้วแต่การตั้งค่าของแต่ละท่านนะครับ ยังไงผมขอผ่านเลยแล้วกัน เพราะผมไม่ได้ปรับแต่งอะไรเลย

ถัดมาคือ “รถบรรทุก” ซึ่งผมก็มิได้ขับรถบรรทุกแต่อย่างใด ผ่านนนนนน

 

มาดูหน้าต่อมาครับ

“จราจร” สำหรับการดูรายละเอียดการจราจร ซึ่งยังใช้ไม่ได้ ก็ผ่านไปอีกเช่นกันครับ

“การตั้งค่าเส้นทาง” อันนี้กดเข้ามาดูกันเลยครับ

“พาหนะ” สำหรับการเดินทางของเรา ซึ่งแน่นอน ถ้าอยู่ใน March Navi แบบนี้ เราไม่ต้องเปลี่ยนนะครับ แต่ถ้าเรามีเครื่อง GPS พกพา ที่มีโปรแกรมนี้ ก็ปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการเดินทางของเราได้เลยครับ

“วิธีวางแผนเส้นทาง” ก็คือ การเลือกว่าจะเดินทางแบบไหน

เช่น “เร็ว” ก็คือ เร็วที่สุด ขึ้นทางด่วนได้
ส่วน “สั้น” ก็คือ เน้นทางลัด เป็นต้น

ที่เหลือก็ตั้งค่าง่าย ๆ ครับ ตามสไตล์เราเลย ดูเอาว่าจะใช้อันไหนก็เลือกกันไปตามใจชอบ

“Green Routing” เดินทางแบบประหยัดพลังงาน อันนี้ก็น่าจะเหมาะกับชาว ECO Car / Hybrid Car เป็นต้น แต่ใช้งานจริงยังไง ผมยังไม่ได้ทดลองครับ

“ตั้งค่าแผนที่” สำหรับการตั้งค่าการแสดงผลครับ

 

“แบบมุมมอง” มี 3D ให้เลือกด้วย ซึ่งถ้าเราเลือกเป็น 3D เวลาเจอสถานที่สำคัญ เช่น ตึก ก็จะแสดงภาพเป็น 3D แบบนี้

“มุมมอง” คือ การตั้งค่าการมองรถของเราในแผนที่ จะสูง ต่ำ เงย แหงนยังไงก็ปรับกันได้ตรงนี้เลยครับ

“สี” คือ การกำหนดสีของแผนที่ เช่น กลางวัน แผนที่จะสีสว่าง พอหัวค่ำแล้ว แผนที่จะเปลี่ยนเป็นสีมืด ๆ เองเป็นต้น

“สีแผนที่กลางวัน & กลางคืน” เลือกสีที่ชอบได้ที่นี่เลยครับ

กดลูกศรลง 1 ที เพื่อมาดูหน้า 2 กันต่อครับ

“รูปแบบพาหนะแบบ 3 มิติ” คือ การปรับเปลี่ยนรูปรถเราที่ใช้แสดงแทนตัวเราในแผนที่ครับ

มามะ เข้ามาเลือกกันดีกว่า ผมรู้นะว่า เมนูนี้ถูกใจท่าน

 

เข้ามาก็จะเจอหน้านี้เลย สามารถเลือกได้ในแต่ละประเภท

นี่คือคันที่ผมใช้อยู่ แทนสีส้มของ March ผม

 

บางทีก็สลับกับคันนี้

 

 

หรือจะยืมรุ่นพี่มาเป็นนายแบบก็ได้

 

 

หรือชอบสีส้มแบบนี้ก็จัดไปนะครับ

 

 

สำหรับสีเขียว ใช้ 2 แบบนี้ไปก่อน

 

 

Ferrai F355 Spider รถในฝันของผมคันแรกก็มีน้า (แต่เก่ามากกกกก)

 

 

หรือจะเอารถต้นแบบของ March ก็ย่อมได้


 

 

แต่คันนี้ผมอยากได้รถจริงมากกว่า

 

 

ถ้ายังไม่โดนใจ เอาคุณพ่อของ March มาใช้แทนได้ครับ

 

 

เห็นคันนี้ แล้วนึกถึงน้องแบงค์ ขาซิ่ง เจ้าของ March ดำด้านจริง ๆ

 

 

ใครไม่ชอบรถ จะเอาเก๋ ๆ แปลก ๆ ก็มีให้เลือกมิใช่น้อย

ทั้งมอไซค์ / การ์ตูน / รถถัง / เครื่องบินแบบต่าง ๆ / ช็อปเปอร์ โอ๊ย สารพัดเลยครับ

 

เมื่อเลือกได้แล้ว มาดูเมนูต่อไปครับ

 

 

“สิ่งแสดงนำทาง” ใช้สำหรับการนำทางพาเราถึงจุดหมายครับ

 

 

ลองเข้าเขตแสดงข้อมูลซิ

เป็นการตั้งค่าหน้าจอในการนำทางนั่นเองครับ สำหรับภาพด้านบน คือ การตั้งค่าตอนที่เราใช้งาน GPS ปกติ ไม่ได้สร้างเส้นทางไว้ครับ

และเมื่อผมไปกดที่มุมบนซ้ายสุด ที่คำว่า “เขตแสดงข้อมูล” ก็จะเปลี่ยนเป็นหน้าจอนี้ครับ

นั่นก็คือ การตั้งค่าหน้าจอในขณะที่มีการนำทางอยู่ครับ

มาดูเมนูการตั้งค่าถัดไปเลยดีกว่าครับ

“การแสดงผล” :ซึ่งหลัก ๆ ก็ไว้ตั้งค่ารูปแบบนั่นเองครับ

 

 

เมนูถัดมาคือ “ภูมิภาค” สำหรับตั้งภาษาและเวลาท้องถิ่นครับ

 

 

ต่อมาคือ “ตรวจดูการเดินทาง”

 

 

และหน้าสุดท้ายของการตั้งค่า หรือหน้าที่ 3

ทีนี้มาลองใช้งานกันดูครับ

พอดีผมได้คำถามทาง PM จากสมาชิกท่านหนึ่งว่า “จะไปภูหินร่องกล้า ต้องทำยังไง?” เรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลยนะครับ

เริ่มที่เมนู “ค้นหา”

 

เลือกค้นหา “สถานที่” หรือ POI นั่นเองครับ

 

ต่อไป…เลือกค้นหาแบบกำหนดเอง

ในเมื่อยังไม่มีเส้นทาง ก็มีทางเลือกให้แค่ 2 อย่าง ซึ่งก็ต้องเลือก “ในเมือง” แทน เพราะ “บริเวณโดยรอบที่นี่” ก็หมายถึงการค้นหาในบริเวณที่เราอยู่ ณ ปัจจุบันนั่นเอง

ก็จะเจอหน้าจอนี้

 

ชื่อเมืองยังเป็นสถานที่ที่ผมอยู่ในเวลานี้ ดังนั้น เราต้องพิมพ์ระบุเข้าไปครับ

 

ภูหินร่องกล้า ผมเข้าใจว่ามีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด แต่ที่คุ้นหูมากที่สุด คือ พิษณุโลก ดังนั้น พิมพ์ชื่อจังหวัดไปเลยครับ

 

ก็จะเจอหมวด POI ต่าง ๆ

 

กดลูกศรลงดูหน้าต่อไปซิ อ่า เจอแล้ว บรรทัดสุดท้ายเลย

 

 

เข้ามาเจอหน้านี้

สำหรับมุมมองกว้าง คือ จุดชมวิมต่าง ๆ
ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว คือ บริษัททัวร์ต่าง ๆ

ดังนั้น เราก็ต้องเลือกอันสุดท้ายอย่างเสียมิได้ นั่นคือ “แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ” ซึ่งก็จะพาท่านเข้าสู่หน้านี้ครับ

โดยโปรแกรมจะเรียงลำดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ระยะใกล้ที่สุด (วัดจากศูนย์กลางของเมือง ซึ่งต่างจังหวัดจะใช้ศาลากลางเป็นเกณฑ์ครับ)

หน้านี้ยังไม่มี ดูหน้าต่อไปซิ

 

ขี้เกียจไล่หาแล้ว พิมพ์หาเลยดีกว่า ด้วยการกดปุ่ม “ค้นหาจากชื่อ”

เวลาเราค้นหา ถ้าเราพิมพ์ไปบ้างแล้ว ให้มองที่หน้าจอมุมล่างขวา ที่มีคำว่า “ผลที่ได้” ถ้าตัวเลข 0 แสดงว่า ไม่มีผลออกมาแน่นอนใน keyword ที่เราพิมพ์อยู่

ดังนั้น ลบออก ลองหาใหม่ ด้วยคำนี้

 

เหลือบไปดูหน้าจอล่างขวา “ผลที่ได้ (1)” ฮั่นแน่ ไม่พิมพ์แล้ว กดที่คำว่า “ผลที่ได้(1)” เลยดีกว่า

 

เยสสสส เจอแว้วววว กดเข้าไปดูซิ

และนี่คือ จุดอ่อนของ IGO Primo ที่เห็นได้ชัดครับ นั่นคือ ไม่สามารถหาคำกลางได้ ซึ่งทำให้เราต้องใช้สมองคิดกันนิดนึง ในกรณีที่หาสถานที่ใดที่หนึ่งไม่เจอ

กดดูปุ่ม “i” มุมบนขวา เพื่อดูรายละเอียดของสถานที่

 

ย้อนกลับมาที่หน้าจอเดิม

ถ้ากด “กลับ” ก็คือ back กลับไป ที่การค้นหา

แต่ถ้ากด “เพิ่มเติม” ก็จะเจอหน้าจอนี้

จุดสำคัญที่ผมใช้บ่อย คือ “เพิ่มในรายการโปรด” เหมาะสำหรับสถานที่ที่เราต้องไปบ่อย ๆ เวลาจะสั่งนำทาง ก็ไม่ต้องมานั่งค้นหาให้เสียเวลาอีก

แต่ภูหินร่องกล้า เราคงไม่ได้ไปบ่อย ๆ ดังนั้น ไม่ต้องบันทึกครับ กด “ถัดไป” เลยดีกว่า
ก็จะเข้าสู่หน้าจอการคำนวณเส้นทางครับ

 

เมื่อคำนวณเสร็จแล้ว ก็จะขึ้นหน้าจอนี้

 

กด “เพิ่มเติม” ดูหน่อย

กดที่ “กำหนดการเดินทาง”

ก็จะขึ้นรายละเอียดเส้นทางที่เราจะใช้ในการเดินทางสู่ภูหินร่องกล้าทั้งหมดครับ

 

กลับมาที่เมนู “เพิ่มเติม”

 

 

มีอีกหน้าด้วย กดดูกันครับ

 

เมนูแรกนี่น่าสนใจครับ “จำลองการเดินทาง” ลองกดดูสักหน่อย

โปรแกรมก็จะเริ่มสาธิตการเดินทางให้เราดูล่วงหน้าก่อนทันทีครับ มีเสียงพูดบอกให้หมดว่าจะเลี้ยวซ้าย ป่ายขวา เดินหน้า ถอยหลัง บีเอ ซีเล็ค สตาร์ท อะไรก็ว่ากันไป

ซึ่งเราสามารถกรอให้แสดงการจำลองเส้นทางเร็วขึ้นได้ตามความพอใจตั้งแต่ 1 เท่า จนถึง 16 เท่าเลยทีเดียว

หลังจากกำหนดเส้นทางไปเที่ยวได้แล้ว ทีนี้เรามาดูการจัดการเส้นทางกันครับ

เข้าเมนู ตามด้วยการกด “เส้นทางของฉัน”

 

จะเจอหน้าจอการจัดการเส้นทาง ซึ่งถ้าเราต้องการจะเพิ่มสถานที่เข้าไปใหม่ในเส้นทางนี้ ก็สามารถเข้าไปใส่ได้ที่ “แก้ไขเส้นทาง”

 

 

ก็จะเจอหน้าจอนี้

 

 

ถ้าเราอยากจะแวะไปเที่ยวไหนก่อนไปภูหินร่องกล้า ก็กด + แทรกแบบนี้ครับ

ก็จะเข้าสู่หน้าจอการค้นหา ก็จัดการค้นหาสถานที่กันไปได้ตามอัธยาศัย

นั่นก็เป็นตัวอย่างคร่าว ๆ ที่ผมลองรีวิวดู ทีนี้ผมขอสรุปการใช้งานจริงกับเจ้า IGO Primo ดังนี้ครับ

ข้อดี
1. หน้าตาสวยงาม ดูง่ายดี เมนูต่าง ๆ เข้าใจง่าย
2. ลูกเล่นเยอะ

ข้อเสีย
1. ด้วยความที่ละเอียดเกินไป ทำให้โปรแกรมชอบกินแรมมาก จนทำให้ March Navi ตัวนี้รับไม่ไหว ขับนาน ๆ ไป บางทีถนนหายไปเฉย ๆ กลายเป็นขับลงทะเลไปซะงั้น

2. เมื่อใช้งานทุก Feature ใน March Navi เช่น เปิดเพลงไปด้วย / เปิด Igo primo นำทางไว้ / ต่อ Bluetooth กับโทรศัพท์ เมื่อผมขับเพลิน ๆ หูก็ฟังเพลงไป ส่วนหน้าจอก็เปิด GPS นำทาง อยู่ ๆ โทรศัพท์ดั๊นนนเข้ามา หน้าจอเด้งขึ้นมาเลยครับ

แล้วเครื่องก็ค้างยาวเลย ทำอะไรไม่ได้ เปิด-ปิดไม่ได้ ต้องดับเครื่องรถ แล้ว Start ใหม่ ถึงจะใช้งานได้เหมือนเดิม

3. ไม่สามารถค้นหากลางคำได้ ตามที่รีวิวไว้ก่อนหน้านี้

4. ถ้าไม่ Hang ในแบบข้อ 2 ก็จะเจออีกอาการนึง คือ Out of Memory!!! และไม่สามารถนำทางไปไหนได้อีกต่อไปจนกว่าจะปิด-เปิดใหม่

 

Update 9/12/2010

ผมได้ทำการทดสอบ Primo ใหม่อีกครั้ง ด้วยการถอด Theme ออก ให้เหลือเป็นค่ารูปแบบเดิมจากโรงงาน ปรากฎว่า อาการแฮงค์หายครับ ใช้งานได้ดีเลย ซึ่งถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดที่ใช้อยู่ อยากใช้งานแบบไม่แฮงค์ ลองทำตามวิธีที่ผมใช้ได้ตามขั้นตอนด้านล่างเลยครับ

จากการทดสอบตลอด 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ลองแก้ไข Theme ของ primo ให้เป็น Theme ดั้งเดิมของโปรแกรม ก็ปรากฎว่า การทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมสามารถฟังเพลง / คุยโทรศัพท์ และนำทางด้วยดาวเทียมได้ดี ไม่มีค้่าง ไม่มีแฮงค์ และใช้งาน Primo ง่ายกว่า 8 ยิ่งนักครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ท่านใดที่ใช้เจ้า March Navi อยู่ และมีความรู้สึกเหมือนผมว่า อยากใช้ primo มากกว่า มาทำตามวิธีผมง่าย ๆ กันครับ

เริ่มด้วย กด “เมนู” ด้านล่างซ้ายตามภาพครับ

 

 

ก็จะขึ้นเมนูมาแบบนี้

 

 

เลือก “เพิ่มเติม” ครับ

 

พอเจอหน้านี้ก็เลือก “ตั้งค่า”

 

 

ก็จะเข้ามาเจอหน้านี้ครับ

 

 

กดลูกศรลงมาเรื่อง ๆ จนเจอเมนู “การแสดงผล”

 

 

ก็จะเข้ามาเจอหน้านี้

 

 

เราก็จัดการแก้ไขค่า ชุดรูปแบบทั้งกลางวันและกลางคืนทันที แล้วเปลี่ยนให้ออกมาเป็นแบบนี้ครับ

เมื่อเราเปลี่ยนค่าเสร็จ ให้ปิดโปรแกรมก่อนนะครับ เพื่อทำการ restart แล้วเปิดมาใหม่ หน้าตาก็จะเปลี่ยนไปครับ

ซึ่งผมได้มีการปรับแต่งจุกจิกเล็กน้อย คือ ยกเลิกเสียงเตือนในบางอย่างที่ไม่จำเป็นสำหรับผมครับ

คร่าว ๆ ก็เท่านี้ครับ มีข้อสงสัยตรงไหนสอบถามได้ครับ มือใหม่หัดนำทางคนนี้ยินดีตอบเท่าที่ตอบได้ครับ

———————————-

 

เมื่อข้อเสียมีมากกว่าข้อดี ทำให้ผมต้องมองหาทางเลือกใหม่

และก็ได้คุณเติ้ง สมาชิกของเราที่ติดตั้ง March Navi ไปแล้ว แอบมาแนะนำโปรแกรมนำทางใหม่ให้ผม นั่นคือ Sygic 8.15

 

 

ซึ่งแน่นอนครับ การจะใช้โปรแกรมนี้ก็ต้องแก้ Code กันก่อน เหมือนเจ้า Primo เพื่อตั้งค่าที่เหมาะสมให้เครื่องจับสัญญาณได้นั่นเอง

 

 

มาดูหน้าตาเมนูกันครับ

 

 

ลองกด “ค้นหา นำทาง” ดู

 

 

เมื่อผมลองกด “ร้านอาหาร”

 

 

การค้นหาในโปรแกรมนี้สะดวกมาก เพราะเมื่อเราพิมพ์อักษรไป โปรแกรมจะเดามาให้เป็น List เลยตามภาพ ซึ่งผมเพียงพิมพ์ไปแค่ “พิ” เท่านั้นเอง

 

 

ซึ่งสามารถพับ keyboard ลงได้ เพื่อดูรายการแบบเต็มหน้าจอ

 

สรุปผลการทดสอบ

ข้อดี
1. ลื่น เร็ว เมนูหน้าตาน่ารัก ใสสะอาด
2. ค้นหาสะดวก ค้นกลางคำก็ได้ และผลลัพธ์แสดงออกมาอย่างรวดเร็ว

ข้อเสีย
1. เสียงนำทางเบามาก พยายามแก้กับคุณเติ้งหลายรอบ ก็ยังไม่สำเร็จ เวลาเปิดเพลงไปด้วย ไม่ได้ยินเสียงนำทางเลย พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าจะให้นำทาง ต้องปิดเพลงไปเลย แล้วอัด Vol สูง ๆ
2. icon นำทางธรรมดา ไม่เป็นรูปรถ เลยดูไม่น่ารักเท่าไหร่
3. นำทางมั่วพิกัดไป 2 หน ผมหาร้านอาหารร้านหนึ่งแถวรามอินทรา ดูจากหน้าจอและเสียงนำทาง บอกว่ายังไม่ถึง อยู่ด้านหน้าอีกหลายร้อยเมตร แต่ภาพแห่งความจริง คือ ผมเกือบจะเลยร้านแล้ว ดีนะที่เบรคทัน

 

เมื่อสรุปผลแล้ว ไม่ประทับใจเท่าที่ควร จึงจำใจกลับมาหา IGO8 ทันที!!!

 

 

ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้า IGO8 ก็มีภาพ 3 มิติให้ดูเช่นกัน

 

 

เข้าสู่หน้าจอหลัก “การขับขี่”

 

 

กดปุ่ม “เมนู” ด้านขวาล่างดู

 

 

สำรวจไปพร้อม ๆ กัน เริ่มต้นที่ “หา”

 

 

หาที่อยู่

 

มาดูอีกเมนูสำคัญครับ “หา POI”

 

 

ถ้ากด “บริเวณที่อยู่” ก็จะออกมาหน้าตาแบบที่คุ้นเคยเลย

 

 

หรือจะลองค้นหา “บริเวณเคอร์เซอร์” ก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

 

กลับมาที่หน้าเมนูหลักก่อน

 

 

คลิกดู “ประวัติ”

สำหรับเมนูนี้จะแสดงประวัติการค้นหาของเราครับ ถ้าเราเคยค้นหาอะไรมาก่อนหน้านี้แล้วลืมบันทึกไว้ ก็สามารถมาเลือกดูจากที่นี่ได้เลย ไม่ต้องไปค้นหาใหม่ให้เสียเวลา

แล้วค้นหา “พิกัด” ละ

 

 

เราสามารถเลือกการแสดงพิกัดได้ 3 รูปแบบครับ

 

 

กลับมาที่เมนูหลัก

 

 

กด “เส้นทาง”

ก็เป็นเมนูจัดการเส้นทางนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สร้างเส้นทางไว้ จึงยังกดดูเมนูด้านบนไม่ได้ครับ

มาดูอีกเมนูครับ “จัดการ”

 

 

และเมนูสุดท้ายในหน้าหลัก “ตั้งค่า”

สำรวจตรวจสอบกันไปคร่าว ๆ แล้ว ทีนี้ มาดูตัวอย่างการค้นหากันครับ ซึ่งผมก็ขอเลือกการค้นหา “ภูหินร่องกล้า” มาเหมือนเดิมนะครับ จะได้เปรียบเทียบกันได้ง่าย ๆ

 

 

กดที่ปุ่มเมนูด้านขวาล่าง เพื่อเข้าสู่เมนูครับ แล้วกด “หา”

 

 

พอเจอหน้านี้ แน่นอน ต้องหา POI อยู่แล้ว

 

 

ง่าย ๆ ก็ต้องกด “บริเวณที่อยู่”

 

 

เจอหน้านี้ ก็กดที่คำว่า “สะพานสูง” เพื่อค้นหาครับ

 

 

จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้าจอการค้นหา

ก่อนจะพิมพ์ค้นหา ผมว่าเรามาดูเมนูกันนิดนึงดีกว่าครับ

สำหรับปุ่ม “ท/E” มีไว้เพื่อเปลี่ยนภาษา กด 1 ที ก็จะเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้

 

 

ปุ่ม “Shift” กด 1 ที จะมีไฟเขียวขึ้นมา 1 จุด ก็หมายถึงการกด Shift ในคีย์บอร์ดของคอมนั่นแหล่ะครับ

 

 

ถ้ากดเพิ่มอีก 1 ที ไฟเขียวจะขึ้นเป็น 2 จุด ก็เหมือนการกด Caps Lock นั่นเอง

มาเริ่มพิมพ์ค้นหากันดีกว่าครับ ผมพิมพ์ไปเพียงแค่คำว่า “พิ” เจ้าโปรแกรมก็จะเริ่มปฏิบัติการเดาคำ โดยสังเกตได้ที่สีตัวอักษรบนคีย์บอร์ด

ซึ่งถ้าพอจะเดาได้แล้ว ก็กด “เสร็จ” เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องพิมพ์อีกให้เมื่อย

เย้ ๆ ขึ้นมาแว้ววว กดเลือกได้เลย

 

 

ก็จะกลับมาหน้าจอนี้ ซึ่งถ้าเรารู้ชื่อถนน ก็จะทำให้การค้นหาแคบลงครับ แต่ถ้าเราไม่รู้ ก็กด “ใจกลาง” กันได้เลย

 

 

ก็จะมีหมวดหมู่ของ POI ขึ้นมาให้เลือกแบบนี้ครับ

 

 

เราก็ไล่หาไปเรื่อย จนมาเจอหมวดที่เราต้องการในหน้านี้

 

กดที่ “แหล่งท่องเที่ยว” กันได้เลยครับ

 

 

ตามด้วย “แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ” ก็จะขึ้นมาให้เลือกมากมายแบบนี้เลย

 

เยอะเกิ๊นนนน ขิ้เกียจไล่หาอ่ะ ค้นหาชื่อเลยดีกว่า

 

 

ตามคาด “ไม่มีรายการ”

 

 

แหงละ นี่มัน IGO นี่นา ดังนั้น ต้องใช้คำเต็ม ตามสไตล์ IGO

 

 

ถึงจะยอมโผล่ออกมา

 

 

ถ้ามาแล้ว ก็กดเข้าไปได้เลย

 

 

ถ้าเราพร้อมจะออกเดินทางแล้ว ให้กดที่ “เพิ่มปลายทาง” เพื่อจะให้โปรแกรมพาเราไปที่นั่นทันที จากนั้นเจ้าโปรแกรมก็จะเริ่มคำนวณเส้นทางให้

 

 

ถึงตอนนี้ เราก็มีเส้นทางเรียบร้อยแล้ว งั้นลองไปดูรายละเอียดเส้นทางกันดีกว่า ด้ววยกาารกด “เมนู”

 

 

ตามด้วย “เส้นทาง”

 

 

ลองดู “ข้อมูลเส้นทาง” กันก่อน โอ้ว 417 กิโลจากบ้านผม น้องมาร์ชวิ่งชิว ๆ เลย

 

กด “แปลนในแผนที่” ดูซิ และแล้วจุดหมายปลายทางก็จะถูกแสดงด้วยเจ้าลิงตัวน้อยโบกผ้าเช็ดหน้าอยู่

 

 

กดที่เมนู “รอบ” เพื่อดูสรุปเส้นทางที่เราจะใช้ในการพาน้อง March สู่ภูหินร่องกล้า

 

 

ซึ่งเราสามารถแก้ไขเส้นทางได้เช่นกันครับ จะเพิ่มจุดแวะ หรือจะเพิ่มปลายทางใหม่ ก็จัดการได้ที่เมนูนี้เลย

 

 

หรือจะลองกด “จำลอง” ที่ด้านขวาล่าง เพื่อดูการสาธิตการนำทางก่อนก็ย่อมได้

 

 

สำหรับ Background ที่เห็นเป็นรูปหัวใจนั้น เราสามารถปรับแต่งได้นะครับ ในเมนู “ตั้งค่า” อย่างในรูปนี้ ผมลองเปลี่ยน Background เป็นสีเดียวกับตัวรถดู

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับเจ้า iGO8 หลังจากที่ทดลองเล่นไปเล่นมา ผมก็เริ่มคุ้นเคยแล้วละครับ อีกอย่าง การที่ได้ไปสัมผัสเจ้า Primo มาก่อนหน้านี้ เมื่อกลับมาลองใช้ iGO8 ก็เริ่มที่จะคุ้นเคยกับการใช้งาานมากขึ้น เพราะด้วยพื้นฐานโปรแกรม iGO เหมือนกัน จึงมีรูปแบบการใช้งานที่เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลูกเล่น และการจัดวางเมนูเท่านั้นเองครับ

 

สรุปการใช้งาน

ข้อดี
– ไม่แฮงค์เลย จะเปิดอะไรมากมายก็ไม่แฮงค์ นำทางได้โอเค ฉลาดกว่าผมอีก (แหงละ)

ข้อเสีย
– เหมือน Primo คือ ค้นหากลางคำไม่ได้ ต้องใช้หัวคิดพลิกแพลง

ซึ่งจากได้ทดสอบการใช้งานมา 3 โปรแกรม ผมก็คงต้องกลับมาใช้บริการเจ้า Mini Cooper ใน iGO8 คันนี้ในการนำทางครับ

ส่วนอีก 2 โปรแกรม ก็มีติดการ์ดเอาไว้ เผื่อได้ใช้แบบ Case by Case ครับ เช่น หาใน iGO8 ไม่เจอ ก็ไปหาใน Sygic แล้วเอาพิกัดที่ได้กลับมาหาใหม่ใน iGO เป็นต้น ซึ่งก็สามารถที่จะประยุกต์ใช้กันไปตามสถานการณ์ครับ

——————————-

 

บทสรุป GPS โดยรวม

ข้อดี
– ช่วยได้จริงเวลาหลงทาง อย่างน้อยก็รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของประเทศไทย

– ได้เห็นเส้นทางลัด และทางตันโดยรอบ ทำให้รู้ทางหนีทีไล่

– ทำให้รู้จักเส้นทางใหม่ ๆ ที่ไวกว่าเดิม จากที่เราขับด้วยตัวเองจนเคยชิน พอลองไปในเส้นทางที่ GPS แนะนำ ก็พบว่า เออ ทำไมเราโง่อยู่ได้ตั้งนาน

– มีเวลาที่จะถึงจุดหมายปลายทางโดยประมาณบอกไว้ ซึ่งโปรแกรมได้คำนวณจากระยะทางคงเหลือ + ความเร็วที่เราใช้ ทำให้เราสามารถบอกปลายทางได้ว่า เราจะไปถึงประมาณกี่โมง ไม่ใช่บอกมั่ว ๆ เอาใจคนที่รอ แล้วไปสายกว่าที่พูด จนเกิดการเคืองกันในใจ

ข้อเสีย
– แม้จะช่วยบอกทางได้จริง แต่บางทีก็มีแอบมั่วบ้าง จนมึนว่า เข้าใจกันถูกไหม ซึ่งแน่นอน ต้องคิดตามมันด้วย ไม่ใช่ไปตามที่มันบอกอย่างเดียว

ดังนั้น การมี GPS ติดรถไว้ ช่วยได้จริงครับ แต่ไม่ 100% ยังต้องอาศัยตัวเราเองบ้าง

หรือง่าย ๆ คือ เอาไว้เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่เอาไว้เป็น “ผู้นำ” น่าจะดีที่สุดครับ

—————————


แต่ก่อนจะจบรีวิว March Navi ผมขอปิดท้ายด้วย “กล้องมองหลัง” กันก่อนครับ เพราะมันต้องอาศัยเจ้า March Navi พ่วงด้วยนั่นเอง

 

จริง ๆ แล้ว กล้องมองหลังตรงรุ่น March ยังไม่มีวางจำหน่ายครับ แต่ผมได้คุณวุฒิ เจ้าพ่อ March Navi เป็นผู้ทำการ DIY กล้องมองหลังกันแบบง่าย ๆ ตามกระทู้ DIY เสร็จแล้วมาดูเร็วๆ กล้องถอยหลังมาช ของคุง BIERE จนออกมาเป็นแบบนี้ครับ

 

ซึ่งคุณวุฒิได้ทำการ DIY แบบง่าย ๆ และเอาหลอด LED สีขาวใส่เข้าไปแทนหลอดไฟส่องป้ายทะเบียนเดิมครับ

เมื่อติดตั้งแล้ว ก็เป็นแบบนี้

 

คราวนี้มาลองใช้งานจริงกันบ้างครับ

 

 

เริ่มที่ลานจอดรถใต้อาคารครับ ก่อนอื่นเล็งเป้าหมายในการจอดก่อน

 

 

พอผมใส่เกียร์ R ปุ๊ป ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง ดู GPS หรือแม้จะปิดเครื่องอยู่ก็ตาม หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นภาพจากกล้องมองหลังทันทีครับ

 

 

ใกล้สุดแล้ว

 

 

เสร็จเรียบร้อย (อ้าวว อีคันหลังหายไปไหน ไวจัง)

เมื่อเราถอยเสร็จ หน้าจอของเจ้า Navi ก็จะกลับมาเหมือนเดิมครับ

ไปลองถอยอีกอาคารที่ไม่มีที่กั้นกันดีกว่าครับ

ขนาดนี้แหล่ะ กำลังดี

 

มีทั้งจอบอกภาพจริง จอบอกระยะ และเสียงเตือนในจออัจฉริยะอีก พร้อมสรรรพขนาดนี้แล้ว ถ้ายังถอยชนอยู่ ก็ควรจะเผาใบขับขี่ทิ้ง แล้วย้ายตัวเองไปนั่งด้านข้าง ๆ ให้คนอื่นมาขับแทนได้เลย

 

 

มาลองถอยด้านนอกในที่สว่าง ๆ กันดูบ้าง

 

 

ซึ่งระยะอันตรายก็คือ เมื่อกันชนคันหลังปะทะกับเส้นสีแดงครับ

 

 

และเคสสุดท้าย การถอยในที่มืดตื๊ดตื้อ มืดแค่ไหนดูเอาเอง

 

 

ใช้ Flash สักหน่อย เดี๋ยวจะงงว่าภาพอะไร

 

 

ภาพในกรณีที่ไม่เปิดไฟรถเลย เข้าเกียร์ถอยอย่างเดียว

 

 

ภาพเมื่อเปิดไฟหน้ารถ

ดูไม่ค่อยต่างกันมากเลยเนอะ

ต่อ ๆ คราวนี้ Zoom Out ออกมาดูภาพรวม

เอ่อ….จะบอกว่า ในขณะทำการทดสอบ ผมได้เห็นแมวตัวน้อยเดินผ่านหลังรถผมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีกล้อง ต้องบอกเลย ว่าคงจะไม่เห็นแมวแน่นอน นับว่ามีประโยชน์มากมายเลยทีเดียวครับ

 

 

มาดูนอกรถกันบ้าง ในยามค่ำคืน ก็จะเป็นแบบนี้

 

ล่าสุด คุณวุฒิได้ทำการ DIY กล้องในรูปแบบใหม่แล้ว เพื่อให้เป็นมาตรฐานการติดตั้งที่ดีที่สุด ซึ่งแน่นอน ผมก็ได้ไปทำการเปลี่ยนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

สำหรับตัวใหม่นี้ หลอด LED จะถูก Set มาใหม่ สวยงาม ไม่วางมั่วเหมือนตอน DIY เล่น ๆ โดยจะสามารถเสียบเข้ากับช่องเดิมของหลอดไฟธรรมดาได้เลยครับ

และแสงจะไม่สว่างจ้าเหมือนภาพข้างบนครับ จะออกขาวนวลดูสบายตามากกว่า

—————————–

 

บทสรุป March Navi

ข้อเสีย
– ด้วยความที่มันเป็นระบบปฏิบัติการ Window ย่อมเกิดอาการแฮงค์ได้เป็นปกติ และแม้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการเอา Stylus ไปจิ้มปุ่ม Reset ได้ก็จริง

แต่สิ่งที่น่ารำคาญ ก็คือ สถานีวิทยุและช่องทีวีที่เรา Save เอาไว้ จะอันตรธานหายไปในบัดดล

ข้อดี
– คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ได้ Option มาครบ

ข้างบนเป็นบทสรุปง่าย ๆ แต่สำหรับผม ข้อดีีจริง ๆ ของเจ้า March Navi คือ รอยยิ้มและความสุขของแฟนผม เวลาที่เปิดหนัง Series เกาหลีให้เธอดูในระหว่างการเดินทางอันแสนน่าเบื่อ

แม้ผมจะไม่สามารถ Enjoy กับเธอได้ อันเนื่องมาจากภารกิจในการขับขี่ แต่เสียงหัวเราะของเธอที่ดังขึ้นอยู่ข้างหู มันทำให้ผมชุ่มชื่นหัวใจ และขับรถไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มตลอดเส้นทาง……

 

 

ขอบคุณ March Navi ที่เข้ามาเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตครับ …..

 

 

สรุปค่าเสียหาย
– March Navi ราคา 17,000 บาท
– กล้องมองหลัง ราคา 2,000 บาท
– จำหน่ายและติดตั้งโดย ร้านจิรวุฒิคาร์ออดิโอ (ThaiMarch Sponsor)

————————————–

 

 

อัพเดต 2/4/2011

หลังจากที่ March Navi ใน Lot แรก เจอปัญหาภาษาไทยเรียงได้ไม่สมบูรณ์ ทางคุณวุฒิก็ได้ทำการอัพเกรดใหม่ และได้ส่งไฟล์มาให้ผมได้อัพเกรด Firmware ใน March Navi ใหม่ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยไฟล์ที่ได้รับมีอยู่ 3 ไฟล์ คือ
1. dvdrom.bin
2. dvdsh.bin
3. dvdup.bin

ขั้นตอนการอัพเกรด
1. เตรียม SD Card เปล่า ๆ ซึ่งเมื่อดูความจุของไฟล์ทั้ง 3 ที่รวมแล้วประมาณ 2.4 GB ผมจึงต้องใช้ SD Card ขนาด 4 GB แทน โดย copy ไฟล์ลงไปใน SD Card ได้เลยครับ

 

2. เปิดเครื่อง แล้วสั่งให้มันเล่นแผ่น DVD ไปก่อน จากนั้นให้ใส่แผ่น SD Card ที่มีไฟล์ทั้ง 3 ใส่เข้าไปในช่อง SD Card ด้านขวามือที่ติดกับช่อง USB ครับ

 

3. เครื่องจำทำการอ่านการ์ดทันที และทำการอัพเกรดอัตโนมัติ ซึ่งเราทำได้เพียงรอครับ ห้ามทำอะไรเลยนะครับ ในระหว่างรอ ไม่ว่าจะกดทัชสกรีน ปิดระบบไฟในรถ กดปุ่มใด ๆ ก็ตาม ให้อยู่นิ่ง ๆ ครับ ซึ่งผมรอไม่ถึง 1 นาที เครื่องก็อัพเกรดเสร็จเรียบร้อยครับ โดยจะขึ้นหน้าจอนี้มาครับ

 

 

ซึ่งภาพนี้ก็จะขึ้นมาเป็น Interface ระหว่างฟังเพลงจาก CD / DVD แทน Interface เดิมตัวนี้ครับ

 

และเมื่อผมถอด SD Card ที่อัพเกรดออก และแทนที่ด้วย SD Card ที่มีเพลง MP3 ของผมอยู่ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยที่เรียงคำสมบูรณ์ และมีขนาด Font ที่ใหญ่ขึ้นครับ

 

 

ซึ่งตอนแรกก็ค่อนข้างตกใจที่มันใหญ่เหลือเกิน แต่พอใช้นานมาสักระยะ ก็ชอบครับ เพราะเวลาที่ผมขับรถแล้วหันมามองจอ ทำให้เลือกเพลงได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ต้องละสายตามาจ้องชื่อเพลงมากมายเหมือนก่อนหน้านี้ ที่เป็นแบบนี้ครับ

 

จะเห็นได้ชัดครับว่าแบบเดิม อักษรเล็กกว่ามาก และการเรียงคำภาษาไทยไม่สมบูรณ์ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่อดทนรอรีวิวฉบับนี้และติดตามอ่านจนจบครับ

มีความคิดเห็น แนะนำติชม หรือข้อสงสัยใด ๆ โพสต์ comment กันได้ตามสบายครับ


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “ติด Daytime Running Light LED + ไฟตัดหมอกของ FITT” ใน Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 18-06-2011

หลังจากได้รับเกียรติจากทางบริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด (WDI) เจ้าของผลิตภัณฑ์ FITT ให้น้อง March ของผมได้เป็น 1 ใน 4 จตุรเทพ ที่ทำการทดสอบไฟ Daytime Running LED ทรงกลมที่บริเวณไฟตัดหมอกตามที่รีวิวในภาค 2 มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2010 ที่ผ่านมานั้น

 

ผมได้ทำการทดสอบการใช้งานจริงบนท้องถนนกรุงเทพควบคู่ไปกับการทดสอบโดย Lab ของโรงงาน FITT ย่านปทุมธานี ซึ่งหลังจากผ่านการทดสอบมาได้ 3 เดือนเต็ม ผลก็ออกมาว่า เจ้าไฟ LED ตัวนี้ ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานสินค้าของ FITT ที่จะวางจำหน่ายได้เลย

 

ซึ่งแน่นอน ด้วยมาตรฐานโรงงานที่เข้มงวด ย่อมทำให้ FITT ตัดสินใจไม่วางจำหน่ายสินค้าตัวนี้ (ทั้ง ๆ ที่มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าหลายท่านที่อยากได้) แต่ FITT เลือกที่จะพัฒนาสินค้าในรูปแบบเดียวกัน ด้วยแนวคิดใหม่ ๆ แทน

 

และด้วยเหตุนี้ ก็ทำให้ผมมีอันต้องโบกมือลาจากจตุรเทพ LED ทั้ง 4 อันประกอบด้วย สีส้ม 2 คัน และสีขาวมุก 2 คัน ทันที!!! โดยไม่มีข้อแม้…..

————————–

 

ระยะเวลา 3 เดือนที่ได้ใช้งานมันมา ย่อมทำให้ผมมีความผูกพันธ์กับมันอย่างลึกซึ้ง เพราะเจ้า Daytime LED ตัวนี้แหล่ะ ที่ทำให้เพื่อนผู้ใช้ March จำรถแตน ๆ ของผมได้ และเปิดไฟสูงทักทายอยู่บ่อยครั้ง

แต่ในเมื่อ “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” , “มีพบก็ต้องมีพราก มีจากก็ต้องมีเจอ” ย่อมทำให้ผมทำใจ และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาแทนมันให้ได้ เหมือนที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดอยู่บ่อยครั้งว่า “เก่าไป ใหม่มา”

และนี่คือ ภาพสุดท้ายที่ผมบันทึกมันไว้ ก่อนจะอำลามันอย่างจริงจังเสียที

 

และสิ่งที่ผมเลือกให้เข้ามาแทน ก็คือสิ่งนี้ครับ

 

นั่นคือไฟ Daytime Running ตัวใหม่ของ FITT ที่ได้ผ่านมาตรฐานโรงงานเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายจริงแล้วนั่นเอง

ซึ่งไฟตัวนี้จะติดตั้งบริเวณกระจังหน้าของรถ และมีฐานรองรับ ซึ่งเจ้าของรถจะสามารถเลือกสีให้เข้ากับรถได้ ซึ่งผมเองตัดสินใจเลือกสีโครเมียม เพื่อให้ Match กับกระจังหน้าโครเมียมเดิมนั่นเอง

แต่การจะติดตั้งลงกระจังหน้าเดิมได้ ผมก็ต้องสูญเสียอะไรไปนิดหน่อย

อย่างแรกคือ ต้องถอดเส้นโครเมียมของโรงงานออกมา 2 แถว

 

และทำการตัดชิ้นกระจังหน้าแนวตั้งออกไปทั้ง 2 ข้าง เพื่อจะได้ติดตั้งฐานไฟได้อย่างพอดิบพอดี

 

 

เมื่อเสร็จแล้ว จึงออกมาได้เป็นแบบนี้

 

 

มุมมองจากด้านข้าง

 

 

และเพื่อประโยชน์ของการใช้งานสูงสุด ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นไฟตัดหมอกของ FITT ใส่แทนในช่องเดิม

 

ซึ่งแน่นอน ว่ากว่าผมจะได้ใช้จริง ก็คงต้องรอให้มีหมอกจัดหรือฝนตกหนักเสียก่อน เพราะถ้าเปิดในภาวะปกติแล้ว นอกจากจะผิดกฎหมายจราจรแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดปัญหากับเพื่อนร่วมทางได้

 

 

มาดูด้านหน้าเต็ม ๆ กันบ้างครับ

 

 

มาดูปุ่มเปิด-ปิด กัน

 

ปุ่มซ้าย คือ ปุ่มเปิด-ปิดไฟตัดหมอก สามารถเปิดได้ต่อเมื่อ เปิดไฟหน้ารถแล้ว (ทั้งไฟหรี่และไฟใหญ่)
ปุ่มขวา คือ ปุ่ม Daytime Running นั่นเอง

สำหรับเจ้าปุ่ม Daytime Running นั้น จะแสดงสัญลักษณ์ด้วยรูปพระอาทิตย์ ทำให้ดูง่าย

และเพียงเราเปิดระบบไฟเครื่องยนต์ให้เป็น On (จะ Start เครื่องหรือไม่ก็ได้) ไฟเรืองแสงสีเขียวที่ปุ่มก็จะติดขึ้นมาทันที ว่าพร้อมใช้งานแล้ว เนื่องจากจุดประสงค์ของการใช้งานคือ เปิดในช่วงกลางวัน นั่นเอง

 

และเมื่อผมกดปุ่มเปิด ก็จะมีไฟสีเขียวขึ้นที่พระอาทิตย์ตามภาพ

 

 

มาดูปุ่มยามค่ำคืนบ้าง รูปแรกคือ ปุ่มไฟ Daytime ตอนยังไม่เปิด

 

 

เปิดแล้ววววว

 

 

ไฟ Daytime เปิด / ไฟตัดหมอกปิด

 

 

เปิดทั้งคู่เลย

ในยามค่ำคืน ถ้าเราเผลอเปิดไฟ Daytime ไว้ ระบบจะทำการ Drop หรือลดแสงไฟ Daytime ลงทันที เพื่อไม่ให้แยงสายตาผู้ใช้รถคนอื่น ซึ่งจะเหลือแต่แสงไฟสีขาวเรียงรายปกติเท่านั้นเอง

จากการใช้งานจริง ผมพบว่า ไฟ Daytime จะช่วยได้มาก เพราะสังเกตว่า รถจะไม่ค่อยตัดหน้ามากมายเหมือนเมื่อก่อน จะพบเห็นอาการชะงักอยู่บ่อย ๆ และปล่อยให้เราผ่านไปอย่างง่ายดาย

รวมถึงยังใช้กะระยะในการจอดประชิดคันหน้าได้อีก ด้วยการดูแสงไฟ LED ที่สะท้อนบริเวณกันชนรถคันหน้านั่นเอง

ซึ่งเวลามีแดดอย่างใน กทม สามารถใช้งานได้ดีสมมาตรฐานของ FITT ผมเองขับสวนกับ Benz E250 ตัวใหม่ที่มี Daytime ในลักษณะเดียวกัน ก็พบว่า ความสว่างของแสงเท่าเทียมกัน และแน่นอนว่า Daytime ตัว Limited Edition ตัวเก่า ไม่สามารถให้แสงได้สว่างเท่าตัวนี้เลย

แต่ถ้าขับรถเข้าใต้ตึกเมื่อไหร่ เช่น ลานจอดรถตามอาคารสำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า ควรปิดไฟ Daytime ทันที เพราะมันจะสว่างมากกกกกกกกกกกกถึงมากที่สุด และน่ากลัวจะกระทบสายตาผู้อื่นอย่างแน่นอน

จริง ๆ แล้ว ในยุโรปที่มีกฎหมายบังคับให้เปิดไฟ Daytime นั้น บางยี่ห้อที่ติดมาให้จากโรงงานจะไม่มีปุ่มเปิด-ปิดไฟเลย แต่ทาง FITT ก็เลือกที่ทำปุ่มเปิด-ปิดมาให้เข้ากับพฤติกรรมคนไทย ที่ยังไม่คุ้นเคยกับไฟ Daytime อันเนื่องมาจากยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรานั่นเอง

ซึ่งเราจะเลือกเปิด-ปิดเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงแสงไฟจะ Drop ลงในยามค่ำคืนตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

สำหรับผม การติดตั้งในรูปแบบนี้ลงตัวมากที่สุดแล้ว สามารถเลือกใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงทั้ง 2 รูปแบบ และไม่ทำให้ช่างในศูนย์นิสสันบางคนหลงเข้าใจผิดอีก ว่าผมเปิดไฟตัดหมอกมาทำไมในช่วงเวลากลางวัน

สำหรับสนนราคาสินค้าทั้ง 2 ตัว มีวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งถ้าท่านใดสนใจ ก็สามารถสอบถามได้ครับ

 

 

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณบริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด (WDI) เจ้าของผลิตภัณฑ์ FITT ที่ให้เกียรติได้ทดสอบสินค้ามาตลอด และล่าสุดทาง FITT กำลังเตรียมวางจำหน่ายไฟท้าย LED ของ March แบบใหม่ ซึ่งจะเป็นยังไงนั้น ต้องไปชมด้วยสายตาของท่านเองที่งาน Motor Expo ในวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ ในโซน Accessories Hall บู๊ท J32-33 หรือไปชมพร้อม ๆ กันได้ในวันที่ 11 ธันวาคมที่งาน Meeting ของ Club เรา

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ

 

 

หมายเหตุ : ท่านสามารถชมคลิป Daytime Running Light ของ FITT ได้ที่นี่ครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว Nissan March VL CVT by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 17-06-2011

ปรับรีวิวโฉมใหม่ แบ่งเป็นตอน ๆ แล้ว โดยเพื่อน ๆ เข้าไปอ่านตอนที่ 1 ได้ที่ รีวิว Nissan March VL CVT by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ? ตอนที่ 1 “รับรถที่โชว์รูม”

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

ThaiMarch.info Rss