รีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 2 : ตั้งค่า ตั้งเครื่อง เรื่องจิ๊บ ๆ

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 24-08-2012

หลังจากเพื่อน ๆ ได้ดูข้อมูลเบื้องต้นของวิทยุติดรถยนต์นิสสัน มาร์ช อย่างเจ้า March GO ไปเรียบร้อยแล้วในรีวิว “เติมเต็มความบันเทิงด้วย March GO” ตอนที่ 1 : เปลี่ยน…สู่สิ่งที่ดีกว่า

ในตอนที่ 2 ผมจะพามาเจาะดูการตั้งค่าของเครื่องกันก่อนเลย ก่อนที่จะพาไปสัมผัสความบันเทิง เพราะแต่ละคน ย่อมชอบไม่เหมือนกัน

ซึ่งการเข้าไปตั้งค่าเครื่องนั้น จะต้องเข้าจากเมนูหลัก ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เปิดเพลงฟังอยู่ในโหมดไหนก็ตามแต่ จะเห็นรูปลูกศรย้อนขึ้นที่มุมบนขวาของหน้าจอแบบนี้

 

 

ก็กดไป 1 ทีครับ

 

 

ผลก็คือ เราจะกลับมาหน้าเมนูหลักแบบนี้

 

 

การตั้งค่าเครื่องก็ให้เพื่อน ๆ กดที่ SETUP 1 ที

 

 

ก็จะเข้าสู่หน้าจอ SETUP แบบนี้ครับ

 

 

ถ้าเพื่อน ๆ เอานิ้วสไลด์หน้าจอขึ้น ก็จะเจอเมนูการตั้งค่าอีกเพียบครับ

 

 

ก่อนอื่นเลย เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะไม่ถนัด หรือไม่ชอบภาษาอังกฤษ ผมแนะนำให้เปลี่ยนภาษาก่อนเลยครับ โดยเข้ามาที่เมนู Lang. ซึ่งย่อมาจาก Language หรือแปลว่า “ภาษา” นั่นเอง

 

พอเข้ามาแล้วก็จะเจอหน้าจอเลือกภาษา ซึ่งมีให้เลือกถึง 11 ภาษาเลยทีเดียวได้แก่

1. จีน
2. อังกฤษ
3. ฝรั่งเศส
4. สเปน
5. เยอรมัน
6. รัสเซีย
7. อิตาลี
8. โปรตุเกส
9. อะราบิค
10. ไทย
11. จีนกลาง

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ถนัดภาษาอะไรก็สามารถเลือกได้เลยตามใจชอบครับ แต่ถ้าจะเลือกไทยก็สไลด์หน้าจอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงภาษาที่ 10

 

 

ก็จิ้มไปที่คำว่า Thai 1 ที หน้าจอก็จะแสดงผลเป็นภาษาไทยทันที แบบนี้

 

 

จากนั้นให้เรากดปุ่มลูกศรย้อนขึ้น 1 ที ก็จะพบว่า เมนูการตั้งค่าได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

 

 

ลองสไลด์ดูเมนูอื่น ๆ ด้านล่าง

 

 

ทีนี้ลองมาเจาะดูแต่ละเมนูกันครับ ว่ามีอะไรให้เราเล่นบ้าง

เริ่มที่เมนูแรกคือ “วอลล์เปเปอร์” ซึ่งในเมนูนี้จะเป็นการเปลี่ยนภาพพื้นหลัง โดยมีให้เลือกเปลี่ยนตามสไตล์ถึง 42 ภาพ

 

โดยการเลือกภาพพื้นหลัง เราก็เพียงเอานิ้วปัดหน้าจอสไลด์ไปทางซ้ายหรือขวา จนเจอภาพที่เราถูกใจก็จิ้มไปที่ภาพ 1 ที ภาพพื้นหลังก็จะเปลี่ยนใหม่ให้ทันทีและทันใจ

ทีนี้กดลูกศรย้อนขึ้นมาดูเมนูที่ 2 กันครับ นั่นคือ “หมุน” หรือภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “Wheel” ซึ่งมันคือการตั้งค่า “ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย” นั่นเอง

 

 

ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะงงว่า ตั้งค่าทำไม ในเมื่อปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยก็มีสัญลักษณ์บอกอยู่แล้ว ว่ากดปุ่มแต่ละปุ่มเป็นการใช้คำสั่งอะไร

 

แต่นั่นคือการใช้งานแบบปกติ ซึ่งมีอยู่แล้วในเครื่องเสียงติดรถจากโรงงาน ที่จะถูกกำหนดค่ามาตามมาตรฐาน แต่เครื่อง March GO มีความพิเศษให้ตรงที่เราสามารถปรับแต่งปุ่มทั้ง 5 ปุ่มนั้นได้อย่างอิสระ ตามใจเรา เพราะคนเรามีความชอบไม่เหมือนกันนั่นเอง

เอาง่าย ๆ ผมเองก็มีการเปลี่ยนให้ปุ่ม “Back” ตรงมุมล่างซ้าย เป็นการสั่งให้เครื่อง “เงียบเสียง” หรือ “Mute” แทน เพราะชีวิตจริง ผมจะใช้ปุ่มนี้บ่อย จึงไม่อยากเอื้อมมือไปที่ตัวเครื่อง ให้เสียสมาธิในการขับขี่ไงละครับ

ย้อนกลับมาดูเมนูที่ 3 กันเลยดีกว่า กับเมนู “เวลา”

 

ซึ่งในเมนูนี้ สำหรับการตั้งวันที่และเวลา แต่ผมจะบอกว่า ไม่จำเป็นเลยสำหรับ March GO เพราะเครื่องได้มีการเชื่อมเวลาผ่านดาวเทียมมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นความแม่นยำของเวลาจะสูงมาก เทียบเท่ากองทัพเรือไทยได้เลย

 

มาดูเมนูที่ 4 กันเลยกับ “ระบบ” ครับ

 

 

อันแรกคือ “เปิดย้อนกลับ” เอ่อ….งงอ่ะ ขอเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะครับ

 

อ๋อ Reverse นั่นเองครับ

ซึ่ง Reverse หรือ “เปิดย้อนกลับ” มันคือการตั้งค่ากล้องมองหลังเวลาเราปิดวิทยุอยู่นั่นเอง

 

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน ว่าเวลาเราเปิดเครื่อง March GO เพื่อฟังเพลง ดูทีวีหรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังปุ๊ป ภาพก็จะตัดมาที่กล้องมองหลังปั๊ป เพื่อแสดงภาพด้านหลังรถของเราโดยอัตโนมัติ

 

แต่การตั้งค่าในส่วนนี้ คือการตั้งค่าเมื่อเราปิดเครื่อง March GO อยู่ โดยมีให้เราเลือก on หรือ off นั่นเอง

ถ้าเราตั้งไว้เป็น on เวลาที่เราไม่ได้เปิดเครื่อง March GO หน้าจอก็จะเปิดทำงานอัตโนมัติเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลัง เพื่อแสดงภาพในขณะที่เราถอยหลัง

ถ้าเราตั้งไว้่เป็น off เวลาเราเข้าเกียร์ถอยหลัง ภาพก็จะไม่แสดงนั่นเองครับ

 

 

ส่วนเมนูถัดไป “การ์ตูน” หรือ “cartoon” นั้นไม่ต้องสนใจครับ เพราะเป็นลูกเล่นของเมืองนอก เมืองนาเค้า เราไม่เกี่ยว

 

ข้ามมาดูที่เมนู “บีพ” หรือ “Beep” กันเลย

 

ซึ่งเมนู Beep นั้น คือการเปิดเสียงปุ่มกดนั่นเอง ถ้าเราตั้ง on เวลากดปุ่มต่าง ๆ ก็จะมีเสียงปุ่มกดขึ้นมาด้วย แต่ถ้า off ก็จะไม่มีเสียงครับ

 

ถัดมาคือ “PIP” ซึ่งย่อมาจาก Picture in Picture เป็นการตั้งค่าให้ระบบการแสดงแบบ 2 หน้าจอซ้อนกัน ซึ่งเราต้อง on ไว้แน่นอนครับ เพราะนี่คือ ความสามารถหลักที่ตอบโจทย์ความต้องการของผมเลย เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ผมจะได้ใช้ GPS ได้ โดยไม่หลงทาง ส่วนภรรยาผมก็สามารถดูหนังไปด้วยได้

 

 

และอันสุดท้ายของการตั้งระบบก็คือ Saver หรือคำเต็มที่พวกเราคุ้นเคยกัน ก็คือ Screen Saver หรือภาพพักหน้าจอนั่นเองครับ

 

 

โดยเราสามารถตั้งเวลาได้ว่า เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรที่เครื่องนานเท่าไหร่ ภาพพักหน้าจอถึงจะขึ้นมาแสดง โดยมีระยะตั้งแต่ 1 นาที

 

 

5 นาที

 

 

และนานสุด 10 นาที

 

 

และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ภาพพักหน้าจอจะแสดงเป็นรูปนาฬิกาแบบนี้ครับ

 

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนแบบนาฬิกา ก็ทำได้ด้วยการกดปุ่มตรงกลางของนาฬิกา

 

 

นาฬิกาก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้

 

 

กดอีกทีก็จะเป็นแบบนี้

 

 

ถ้าเราอยากเข้าสู่โหมดปกติ ก็จิ้มที่หน้าจอตรงไหนก็ได้ครับ ก็จะเข้าสู่หน้าจอการใช้งาน March GO ปกติ

 

หรือเราสามารถเลือก off เพื่อปิดระบบนี้ไปก็ได้ครับ

 

 

ทีนี้เราออกมาดูเมนูการตั้งค่าถัดไป ที่เขียนว่า “ออดิโอ”

 

 

ก็จะเจอหน้าตาแบบนี้

 

ซึ่งเป็นการตั้งค่าเสียงนั่นเอง เราสามารถปรับเสียงเบส เสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม ได้อย่างอิสระ

หรือถ้าเราไม่ถนัด จะลองปรับตาม package ที่ระบบตั้งมาให้ก็ได้ โดยกดปุ่มนี้

 

 

เสียงก็จะเปลี่ยนไปตาม package ให้เราเลือกว่าชอบฟังเสียงแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นแบบป๊อป

 

 

คลาสสิค

 

 

ร๊อค

 

 

แจ๊ส

 

 

มาตรฐาน

 

 

หรือแบบกำหนดเองตามใจเรา

 

 

เมื่อได้เสียงที่ตรงกับใจแล้ว ทีนี้ลองมากดปุ่ม “ลูกศรชี้ลง” ด้านขวากันบ้างครับ

 

กดเข้าไปแล้ว จะเจอหน้าจอการตั้งค่า Balance หรือ “สมดุล” หรือการตั้งค่าให้เสียงออกลำโพงไหนบ้าง

ซึ่งลำโพงของรถเราจะมี 4 ตัว อยู่ที่ประตูรถแต่ละด้าน ทั้งหน้าซ้าย หน้าขวา หลังซ้าย หลังขวา ถ้าเราจะให้เสียงออกทางไหน หรือไม่ให้เสียงออกทางไหนก็ปรับได้ตรงนี้แหล่ะครับ

อย่างเวลาคุณพ่อ คุณแม่ขึ้นมานั่งรถด้านหลัง ผมก็จะกดปุ่ม Front ไปเรื่อย ๆ จนกว่า “จุดสีเหลือง” จะวิ่งขึ้นข้างบนจนสุด เพื่อเป็นการกำหนดให้เสียงออกเฉพาะลำโพงหน้าเท่านั้น เพราะแน่นอน คุณพ่อ คุณแม่ผมไม่โปรดเพลงที่ผมกับภรรยาฟังสักเท่าไหร่หรอก

 

 

และเมื่อขับไปสักพักนึง ภรรยาเกิดหลับ ผมก็ไม่อยากให้เสียงเพลงรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอมากนัก ผมก็จะกดปุ่ม R มาจนสุด เพื่อให้เสียงเพลงดังผ่านลำโพงด้านคนขับเพียงลำโพงเดียว ให้ผมได้ยินชัดเจนอยู่คนเดียว แบบนี้

 

ซึ่งเพื่อน ๆ จะปรับ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ค สตาร์ต” อะไรก็ว่าไปกันตามความเหมาะสมเลยนะครับ เพื่อจะได้สูตร 30 ชีวิตมาใช้ 5555+

 

 

ถัดจากเมนูออดิโอ จะเป็นเมนู “ภาษา” ซึ่งผมได้รีวิวไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ก็ขอข้ามมาเมนูถัดไป คือ “วีดีโอ” เลยแล้วกันนะครับ

 

 

เมื่อกดเข้ามาจะเจอหน้าตาแบบนี้ครับ

 

เริ่มที่ Video Warning คือ เมื่อเราเปิดวีดีโอ จะมีการเตือนก่อน ว่าไม่ควรดูในขณะขับขี่ ซึ่งถ้าเราตั้ง on เวลาเราเปิดไฟล์วีดีโอ หรือหนัง หน้าจอก็จะขึ้นเตือนมาแบบนี้

 

 
 

แต่ถ้าเราตั้งค่าให้เป็น off เวลาเราเปิดไฟล์ ก็จะสามารถดูวีดีโอได้เลยแบบนี้

 

 
 

ส่วน Camera คือ การตั้งค่ากล้องมองหลังรถ ว่าเราจะตั้งค่าให้ภาพที่ออกมาเป็นแบบไหน

 

 

ถ้าค่าเป็น Normal ก็คือ ภาพจริงตามสายตาที่เห็นแบบนี้ครับ

 

 

แต่ถ้าเรากดอีกที ค่านี้จะกลายเป็น Mirror

 

 

ภาพก็จะสะท้อนกลับเหมือนกระจก จะเห็นได้ว่า ภาพจะสลับกับเมื่อกี้ ชั้นวางรองเท้าจะถูกย้ายไปอยู่ด้านขวาแทน ทั้งที่ความจริง จะอยู่ด้านซ้าย

 

 

ออกจากการตั้งค่าวีดีโอ มาดูเมนูถัดไปกันครับ นั่นคือ “นำทาง” หรือ “NAVI”

 

 

เมื่อเรากดเข้ามาแล้ว เราจะพบว่า เครื่องได้ทำการแสกนหาไฟล์ EXE ที่อยู่ในช่อง GPS Card ออกมา ว่ามีไฟล์ไหนบ้าง

 

ซึ่งถ้าในการ์ดของเพื่อน ๆ มี GPS ให้ใช้หลายตัว หลายเวอร์ชั่น เราก็สามารถกดเลือกโปรแกรมหรือเวอร์ชั่น GPS ที่ต้องการใช้ได้ อย่างในการ์ดผม มีทั้งโปรแกรมที่ทางร้านให้มา และโปรแกรมเดิมที่เคยใช้อยู่ใน March Navi ซึ่งผมได้ใส่ลงไปใน SD Card เดียวกันนั่นแหล่ะ ซึ่งทำให้ผมสามารถเลือกโปรแกรมได้ ว่าจะใช้ตัวไหนนำทาง โดยการจิ้มไปที่ตัวที่เราต้องการใช้ และกดลูกศรย้อนขึ้นเท่านั้นเอง

 

 

จาก GPS มาต่อที่เมนูถัดไปครับ นั่นคือ “วิทยุ” หรือ “Radio”

 

 

กดเข้ามาก็จะเจอหน้าจอนี้ ซึ่งเป็นการตั้งค่าวิทยุท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ อย่าง ยุโรป

 

 

จีน

 

 

รัสเซีย

 

 

อเมริกา

 

ซึ่งเราคงไม่ได้อยู่ในประเทศเหล่านั้น ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด งั้นไปกันต่อครับ ที่เมนูถัดไป “ทีวี” หรือ “TV” ซึ่งเอาไว้ตั้งค่าในการดูทีวี ผ่าน March GO นั่นเอง

 

โดยค่า PAL BG ถือเป็นค่าที่ถูกต้องในการรับสัญญาณฟรีทีวีของบ้านเราแล้วนะครับ ตรงนี้ก็ไม่ต้องตั้งค่าอะไร เพราะทางร้านได้ตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว

 

มาดูค่าต่อไปกันครับกับ “BT” หรือ “Bluetooth” เป็นการตั้งค่าการใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อผ่าน March GO ทางบลูทูธ

 

โดยมีให้ตั้งค่าอยู่ 2 แบบคือ

1. เชื่อมต่ออัตโนมัติกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อเราเปิดเครื่อง March GO ขึ้นมา
2. รับสายโดยอัตโนมัติ เมื่อมีสายเข้ามา

ก็เลือก on เลือก off กันตามความสะดวกเลยนะครับ

 

มาดูค่าต่อไปกันครับกับ cali. ที่ย่อมาจาก Calibrate ซึ่งเป็นการปรับตั้งหน้าจอสัมผัส  Touchscreen นั่นเอง

 

 

โดยเราจะได้ปรับตั้งเมื่อรู้สึกว่า พอเราสัมผัสหน้าจอแล้ว คำสั่งที่ออกไป เริ่มไม่ตรงกับที่เราสัมผัสแล้ว เช่น กด DISC แต่ไปเปิด SD เป็นต้น เราก็เข้ามาตั้งค่าตรงนี้ได้ ด้วยการกดไปตามจุดที่ปรากฏขึ้นให้ครบทุกจุด ประมาณ 5 จุด เท่านี้ก็เรียบร้อย

 

 

เมนูถัดมาคือ Restore คือการย้อนกลับไปสู่ตอนซื้อเครื่องใหม่ ๆ โดยจะใช้เมื่อเครื่องมีปัญหามาก ๆ และแก้ไขไม่ได้นั่นเอง

 

ซึ่งในภาวะปกติ ก็อย่าไปกดนะครับ เพราะข้อมูลและการตั้งค่าต่าง ๆ จะหายไปหมดเลย รวมถึงการตั้งค่าที่ทางร้านตั้งมาให้ใช้งานเฉพาะในเมืองไทยก็จะอันตรธานไปด้วยเช่นกัน

 

และเมนูสุดท้ายกับ Version ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดง Version ของเครื่องที่เราใช้งานอยู่นั่นเอง

 

 

จบไปทุกเมนูแล้ว ทีนี้มาดูคลิปกันบ้างครับ

เป็นยังไงบ้างครับ กับการตั้งค่า ตั้งเครื่อง มันเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ เลยใช่ไหมละครับ

แล้วเจอกันใหม่ตอนที่ 3 ครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบครับ

 

ข่าวดี!! วิทยุ March GO จัดโปรโมชั่นพิเศษ!! สำหรับผู้อ่านรีวิว ThaiMarch.info เท่านั้น!! รายละเอียดคลิกได้เลยครับ

 
 


 

 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

อึ้งกันทั้งซอย March เราแบกบันไดไปได้!!!

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 13-03-2012

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> อึ้งกันทั้งซอย March เราแบกบันไดไปได้!!!
 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 40,000 กิโล” หลังน้ำท่วม!!

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 23-12-2011

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 40,000 กิโล” หลังน้ำท่วม!! เรียบร้อยแล้ว

 
 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “เปลี่ยนสีเรือนไมล์” Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 05-10-2011

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ เคยเป็นกันไหมครับ? กับอาการ“เบื่อ”อะไรเดิม ๆ ที่มีอยู่

ซึ่งแน่นอน ถ้าเพื่อน ๆ อ่านอยู่ ณ บรรทัดนี้ ผมก็เชื่อว่า เพื่อน ๆ น่าจะมีความขี้“เบื่อ” อยู่พอสมควร ไม่งั้น คงไม่หาอะไรใหม่ ๆ จากในรีวิวผมแน่ ๆ

เพราะการแต่งรถ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิม ๆ ที่มีในรถ ไปสู่สิ่งใหม่ที่หัวใจเราชอบนั่นเองครับ

และแน่นอน หลังจากผมขับเจ้า March มาเกือบ 15 เดือน ใช้ชีวิตบนถนนไปกับเจ้า Lucky สีส้มคันเก่งกว่า 40,000 กิโล ผมก็เกิดอาการเบื่อสี “เรือนไมล์” ของเจ้า March ขึ้นมาซะอย่างนั้น

 

 

ในส่วนสีส้มทั้งหลาย ทั้งจออัจฉริยะและจอบอกระยะทางด้านขวา ผมก็ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ในส่วนสีขาว แม้จะดูสบายตา แต่คิดไป คิดมา ถ้าได้เติมสีสันสดใสเข้าไปแทนที่ ก็น่าจะช่วยให้ การขับรถในยามค่ำคืนของผม มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอีกมิใช่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรีบขับเจ้า March วิ่งไปร้านประดับยนต์ เพื่อทำการเปลี่ยนสีเรือนไมล์ใหม่ทันที!!

โดยเจ้าของร้านประดับยนต์บอกว่า ในส่วนวัดรอบ และวัดความเร็วที่เป็นสีขาว สามารถเปลี่ยนสีได้“ตามสั่ง” ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเลย ว่าจะให้ตรงไหนเป็นสีอะไร ก็สามารถ “สั่งได้”

ที่สำคัญ สีทั้งหมดที่เปลี่ยนไป ถ้าเกิดเบื่อ ก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้อีกตลอดเวลา หรือจะกลับมาใช้มาตรฐานเดิมของรถ คือ สีขาว ก็สามารถเปลี่ยนกลับได้ทันที

ผมถามเจ้าของร้านเพิ่มว่า นอกจากตัวเลขในวัดรอบและวัดความเร็วที่เป็นสีขาวแล้ว ถ้าสมมติผมจะเปลี่ยนสีของจออัจฉริยะ และจอเล็ก ๆ ด้านขวาจากสีส้ม เป็นสีอื่น จะทำด้วยได้ไหม?

 

 

เจ้าของร้านบอกว่า จริง ๆ ก็เปลี่ยนสีได้ แต่ไม่รับทำครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกับวงจรของหน้าปัทม์ ซึ่งเจ้าของร้านไม่อยากเข้าไปยุ่งนั่นเอง

เมื่อได้ฟังดังนี้ ผมถือว่าเป็นวิธีการแต่งรถที่ดีครับ เพราะไม่ทำให้เสียรถ เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยนสีใหม่ หรือเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้ตลอดเวลา

และด้วยการที่เราสามารถเลือกสีไหนใส่เลขไหน ขีดไหนก็ได้ ผมเลยขอเวลานั่งดีไซน์สีให้เรือนไมล์ตัวเองสักพัก ก่อนตัดสินใจทำ

จนเมื่อ 15 นาทีผ่านไป ผมก็ยังตัดสินใจจัดสีใหม่ไม่ได้ เพราะแบบนั้นก็สวย แบบนี้ก็สวย  เจ้าของร้านจึงแนะนำว่า ให้ลองเล่นระดับสีดูด้วยการแบ่งโซนตามระดับความเร็วรอบ และความเร็วรถ ออกเป็นช่วง ๆ แทน

เพราะนอกจากจะสดใสสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ในการควบคุมความเร็วได้อีกด้วย เช่น สีนี้เป็นโซน Eco ขับแล้วจะประหยัดน้ำมัน ส่วนสีถัดไปเป็นโซนสปอร์ต หรือโซนซิ่ง เป็นต้น

ซึ่งผมก็เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนสีเรือนไมล์เพิ่มก็ตรงนี้ จึงตัดสินใจสั่งเปลี่ยนสีทันที โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที สีเรือนไมล์ของผมก็กลายเป็นแบบนี้

 

 

มาดูในส่วนวัดรอบ จะพบว่า สีได้เปลี่ยนไปดังนี้
1. ตัวเลข 1 – 3 เป็นสีเหลือง ซึ่งถือเป็นรอบเครื่องยนต์ในการขับขี่ปกติ
2. ตัวเลข 4 – 6 เป็นสีส้ม ถือเป็นรอบเครื่องยนต์ในการเร่งแซง และขับขี่ด้วยความเร็วสูง
3. ตัวเลข 7 – 8 เป็นสีแดง จัดให้เป็นสีเดียวกับแถบพื้นหลังหรือ Red Line นั่นเอง ถือเป็นรอบเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป
4. เปลี่ยนสีขีดบอกตัวเลขหลัก ๆ (1 2 3 4….) ให้เป็นสีน้ำเงิน ส่วนสีขีดย่ิอย ยังคงสีเดิมไว้ คือ สีขาว เพื่อความชัดเจนในการดูระดับรอบ
5. เปลี่ยนสีตัวอักษร “x1000r/min) ให้เป็นสีน้ำเงิน เข้ากับสีขีดหลัก

 

 

 

และในส่วนวัดความเร็ว ก็ใช้แนวคิดเดียวกันกับสีวัดรอบเป๊ะเลยครับ เพื่อให้ดูเข้ากันนั่นเอง

เพียงแต่ผมได้เปลี่ยนสีขอบนอกรูปครึ่งวงกลมจากสีขาว เป็นสีส้มเพิ่มครับ

ลองมาดูภาพเต็มกันครับ

 

 

หลังจากเปลี่ยนสีเสร็จเรียบร้อย ผมก็ขับรถออกจากร้านประดับยนต์มาในช่วงหัวค่ำพอดี ซึ่งผมรู้สึกว่า การขับรถมีชีวิต ชีวาเพิ่มขึ้นจริง ๆ ครับกับสีสันสดใสที่ใส่เข้ามา ดูสวยขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ

ที่สำคัญ เมื่อมีโอกาสได้เร่งความเร็วมากขึ้นบนทางด่วน การจัดสีไมล์ สามารถควบคุมการขับขี่ของผมได้อย่างดี ไม่ว่าจะขับแบบ Eco Drive เพื่อประหยัดน้ำมัน หรือจะขับด้วยความเร็วสูงก็ตาม ผมไม่ต้องก้มลงมามองไมล์มากนัก เพราะด้วยการใช้สายตาแวบมองเพียงนิดเดียว ก็ช่วยให้ผมรู้ตัวเองดีว่า ความเร็วขณะนั้นอยู่ในโซนสีอะไร ประหยัดน้ำมันดีไหม? หรือ เริ่มขับรถเร็วไปไหม?

 

และเมื่อผมได้เปิดโปรแกรมนำทางในรถไปด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้ถูกใจ เพราะสีสันมันเข้ากันได้ดีจริง ๆ ครับ

 

 

ก็นับว่าเป็นของแต่งที่คุ้มค่า คุ้มราคา อีก 1 ชิ้นที่อยากแนะนำครับ

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อ่านจบครับ มีความคิดเห็นใด ๆ สามารถโพสต์แสดงความคิดเห็นได้ด้านล่างเลยครับ

 

รายละเอียดการเปลี่ยนสีเรือนไมล์รถ
– ราคา 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสี
– เวลาติดตั้ง 30 นาที

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “ท้าวแขนเบาะหน้า” Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 03-10-2011

สวัสดีครับ

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า Nissan March นั้นไม่มีที่วางแขนตรงกลางของเบาะหน้าระหว่างคนขับกับผู้โดยสารมาให้ ซึ่งหลายคนก็รู้สึกเสียดาย และอยากให้มีท้าวแขนเพื่อลดความเมื่อยล้าในการขับรถระยะไกล

ก่อนหน้านี้ ผมเห็นร้านประดับยนต์หลายร้านทยอยนำเข้ามาจำหน่ายให้เพื่อนสมาชิกในช่วงราคาประมาณ 1,500 บาท +-

โดยการติดตั้งนั้น ทำได้ไม่ยาก แต่มีข้อแม้หนึ่งข้อ คือ ต้องแลกกับพื้นที่วางแก้วตรงกลางสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง!!

 

ซึ่งจะว่าไปก็เข้า concept เหมือน March Navi ที่ผมเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ คือ “ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง เลือกทางสักทาง ได้ไหม?”

แต่ด้วยความจำเป็นในการใช้ที่วางแก้วน้ำด้านหลังของผมยังมีมากพอ เกินกว่าที่ท้าวแขนจะเข้ามาแทนที่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมเป็นคนดื่มน้ำเก่ง ที่วางแก้วและขวดน้ำทั้ง 5 ตำแหน่งที่ Nissan จัดมาให้ จึงเต็มอยู่ตลอดเวลา และผู้โดยสารด้านหลังที่ใช้บริการโดยสารรถผมบ่อย ๆ อย่างคนในครอบครัวก็มีพฤติกรรมไม่ต่างกันเลย

ผมจึงล้มเลิกโครงการติดตั้งของแต่งชิ้นนี้ไปโดยปริยาย

——————–

 

จนเมื่อ ร้านประดับยนต์ร้านหนึ่งได้นำท้าวแขนเข้ามาจำหน่ายในราคาเพียง 1,000 บาทถ้วน

ด้วยราคาที่ค่อนข้างยั่วยวนใจไม่ใช่น้อย ทำให้ผมกลับมาสนใจเจ้า“ท้าวแขน” ชิ้นนี้อีกครั้ง

แม้ภายในใจยังรู้สึกขัด ๆ อยู่เช่นเคยกับการต้องสูญเสียที่วางแก้วน้ำด้านหลัง

แต่ด้วยความอยากได้ เริ่มมีมากขึ้น เนื่องจากพบข้อเท็จจริงที่ว่า ท้าวแขนนี้ สามารถเปิดเพื่อเก็บของได้ และที่สำคัญ ในการติดตั้งท้าวแขน สามารถเลือกได้ว่า จะเจาะรูยึดถาวรไปเลย หรือจะไม่เจาะรูยึดก็ได้ ใช้วางครอบลงไปเลยก็สามารถใช้งานได้เหมือนกัน

เมื่อรู้ดังนี้ ผมจึงตัดสินใจสั่งซื้อท้าวแขนชิ้นนี้ ทันที!!

 

 

 

โดยการติดตั้งครั้งนี้ ผมเลือกการติดตั้งแบบไม่เจาะยึด เพื่อไม่ให้เสียรถ และสามารถเอาออกได้ เมื่อต้องใช้ที่วางแก้วน้ำ

 

โดยที่ร้านจับประกอบเป็นท้าวแขนสำเร็จรูปให้แบบนี้

 

 

 

เมื่อจับพลิกมาดูจะพบแท่นยาว ๆ มีรู ซึ่งถ้าเราจะเจาะยึดให้แน่นหนา ก็เจาะผ่านรูทั้ง 4 นี่แหล่ะครับ

 

 

แต่ในเมื่อผมไม่ต้องเจาะรูยึด ผมก็นำมันครอบลงไปเลย โดยให้แท่นยาว ๆ เสียบเข้าไปที่ช่องวางแก้วน้ำด้านหลังแบบนี้

 

 

 

เมื่อเอามือกดปุ่มปลดล็อคระดับ ก็จะวางได้เป็นแบบนี้

 

 

 

เดินมาดูด้านหน้ากันครับ จะพบว่า มันเข้ากันได้ดีกับโทนสีเดิมของภายในรถ March เดี๊ยะเลย

 

 

 

ดูจากด้านบนในส่วนที่วางแขน วัสดุจะเป็นหนังครับ

 

 

เมื่อซูมดูชัด ๆ จะพบสลักปลดล็อคอยู่ 2 อัน บนกับล่าง

 

 

 

เริ่มต้นที่สลักด้านบน ผมใช้มือเปิดดูด้วยการงัดขึ้นเพื่อปลดล็อค

 

 

ซึ่งก็คือการเปิดฝาเพื่อเก็บของนั่นเอง

 

 

 

วัสดุภายในช่องเก็บของถูกหุ้มด้วยสักกะหลาดนิ่ม ๆ จึงมั่นใจได้ว่า ของที่วางลงไปจะไม่เลื่อนไหล ย้ายไปก็ย้ายมา จนเกิดเสียงกระแทกให้รำคาญหู

 

 

 

และดูขนาดแล้ว จุได้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย แต่จะมาก-น้อยแค่ไหน ต้องพิสูจน์

เริ่มง่าย ๆ ด้วยของใกล้ตัว คว้าโทรศัพท์มือถือของพนักงานในบริษัทมา 4 เครื่อง ประกอบด้วยค่าย apple 2 เครื่อง และค่าย nokia 2 เครื่อง

 

 

 

ลองวางลงไปดูสิ

 

 

รู้สึกยังมีพื้นที่เหลืออยู่แฮะ

 

 

 

งั้นขอนายแบบคนใหม่มาช่วยพิสูจน์หน่อย

 

 

 

จับนอนลงไปเลย สบาย ๆ มี leg room เหลือซะด้วย! 555

 

 

 

เมื่อเจ้าหมีม่วงปฏิบัติภารกิจวัดพื้นที่เสร็จแล้ว ก็กระโดดมานอน planking ต่อทันที ให้เพื่อน ๆ เค้าได้รู้หน่อยว่าเจ้าตัวใหญ่ขนาดไหน!

 

 

 

ก่อนจะปิดฝา ผมตัดสินใจเอาของใช้ประจำในรถมาเก็บดู ก็ได้ประมาณนี้ครับ สบาย ๆ

 

 

 

จากนั้น ปิดฝาลงให้มีเสียงดัง “กรึ๊ก” เพื่อแสดงว่า ฝาปิดสนิทแล้ว

 

ทีนี้เรามาดูสลักอันที่ 2 ด้านล่างกันครับ จะพบว่า มีรูเรียงกันเป็นแถว ผมเลยลองเอามือกดเข้าไปตรง ๆ ดูแบบนี้

 

 

 

ก็พบว่า เราสามารถเปลี่ยนองศาของระดับท้าวแขนได้ค่อนข้างหลากหลายครับ เพื่อรองรับสรีระที่แตกต่างกันของแต่ละคน

 

 

 

สูงอีกหน่อยก็ได้

 

 

 

หรือดึงขึ้นให้สุด เปิดพื้นที่ให้โล่งก็ทำได้

 

 

 

และแน่นอนครับ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ หรืออยากจะใช้ที่วางแก้วด้านหลัง ก็ยกออกมาวางไว้ได้ง่าย ๆ เลย

 

 

 

เมื่อทดสอบฟังค์ชั่นเรียบร้อยแล้ว ผมก็ลองออกไปใช้งานจริง

 

 

 

ผมพบว่า มันสะดวกและช่วยให้ลดความเมื่อยล้าในการขับรถได้ดีทีเดียวครับ เพราะเราสามารถปรับระดับท้าวแขนให้รองรับสรีระของเราได้หลายระดับ และด้วยความที่ส่วนที่แขนเราสัมผัส ถูกบุด้วยหนัง ทำให้รู้สึกสบายแขนจริง ๆ จนไม่อยากเอาแขนขึ้นมาเลย ในช่วงที่ขับทางตรงยาว ๆ แบบไม่ต้องเลี้ยวรถ

และแม้ผมจะเลือกการติดตั้งแบบไม่เจาะยึดฐาน ก็ไม่ได้ทำให้ท้าวแขนไม่แน่นหนาแต่ประการใด การวางแขนพักลงไป สามารถวางได้ปกติครับ ท้าวแขนไม่มีอาการโคลงเคลงใด ๆ ให้รู้สึกหวั่นไหวเลย

ที่สำคัญ พื้นที่เก็บของภายใน ทำให้รถผมเป็นระเบียบ และจัดวางของเป็นสัด เป็นส่วนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

จากที่ไม่เคยมี ก็ไม่เคยใช้ แต่พอติดตั้งลงไปแล้ว กลับรู้สึกถึงความจำเป็นขึ้น จนมีเรื่องขำ ๆ คือ ผมกับภรรยาแย่งกันวางแขนตลอดเวลาเลยทีเดียว 55555+

และทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยดึงมันออกมา เพื่อวางแก้วตามที่คิดไว้เลย แม้แต่ครั้งเดียวครับ!!

นับว่าเป็นของแต่งที่คุ้มค่า คุ้มราคาจริง ๆ ครับ

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่อ่านจนจบครับ มีข้อเสนอแนะ หรือแนะนำ-ติชมใด ๆ แสดงความเห็นได้ด้านล่างเลยครับ

 

 



ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (เพิ่มคลิป VDO แล้ว)

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 23-09-2011

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO) เรียบร้อยแล้วครับ
 
 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีจอดรถซ้อนคัน ของ Nissan March เกียร์ CVT

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 23-09-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> วิธีจอดรถซ้อนคัน ของ Nissan March เกียร์ CVT

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

เทคนิคการบีบ”แตร” Nissan March

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 12-08-2011

สวัสดีครับ

ก่อนที่ผมมารับรถ ได้ยินเสียงบ่นของสมาชิกที่ขับ Nissan March หลายท่านว่า แตรมาร์ชกดยากมากกกกกกกกกกก

ผมลองกดแบบปกติ คือกดตรง ๆ เข้าไปที่พวงมาลัยเลย มันก็กดยากจริงแฮะ ยากกว่ารถ Nissan ที่บ้านทุกคัน

เลยเดือดร้อน ต้องหาเทคนิคการ”บีบ”แตรจนได้

————————

นั่นคือ แทนที่จะกดตรง ๆ ลงไปที่พวงมาลัย แนะนำให้กดเฉียง ๆ แทน

สมมติว่าเพื่อน ๆ  ชอบเอานิ้วจิ้ม ก็ให้เอานิ้วจิ้มไปที่รูปแตรข้างใดข้างหนึ่ง แล้วกดเฉียงออกไปทางข้างนั้น

เช่นกดรูปแตรด้านขวา ก็กดเฉียงออกไปทางขวา

 

 

เฉียงซ้าย

 

 

ส่วนผมไม่ถนัดเอานิ้วจิ้ม ผมชอบเอาอุ้งมือไปวางตรงส่วนแตรของพวงมาลัย แล้วใช้อุ้งมือกดเฉียง ๆ ก็มีเสียงออกมาอย่างง่ายดาย

ลองดูกันนะครับ สำหรับคนที่กดยาก ถ้ารู้เทคนิคและใช้คล่อง เสียงจะออกมาง่ายมากครับ

————————

ซึ่งพอได้ทดสอบการกดแตรแล้ว ผมรู้สึกว่า March มีการเก็บเสียงที่ดีเลยทีเดียว
เพราะนั่งในรถ ปิดประตูแน่น ผมได้ยินเสียงแตรเหมือนแมวหง่าว
แต่พอเปิดประตูออกไปฟัง เสียงดังหนวกหูมาก

 

ถ้าใครใช้รุ่น EL VL หรือ V แล้วอยากรู้ แต่ไม่มีคนกดให้ฟัง ลองกดจากรีโมทของท่านได้ครับ ที่ปุ่ม Icon สีแดงรูปเสียง โดยกดปุ่มนั้นค้างไว้แป๊ปนึง เสียงแตรจะบรรเลงดนตรีออเคสตร้าแต่ดังกังวาลเหมือนโอเปร่ามาให้ท่านฟังทันที

 

เมื่อรู้เทคนิคการ“บีบ”แตรแล้ว ก็อย่าไปใช้พร่ำเพรื่อแล้วกันนะครับ

 

ขอบคุณครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

อึ้งกันทั้งลานจอดโฮมโปร March เราทำได้!!!!

Posted by Biere | Posted in ข้อมูลรถ Nissan March | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> อึ้งกันทั้งลานจอดโฮมโปร March เราทำได้!!!!

 
 



 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีใส่ชื่อตัวเองลงบนจอวิทยุ Nissan March

Posted by Biere | Posted in คู่มือการใช้รถ | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ —>>> วิธีใส่ชื่อตัวเองลงบนจอวิทยุ Nissan March

 
 



 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

วิธีสังเกตจากภายนอกว่า Nissan March คันไหนเป็นรุ่นอะไร?

Posted by Biere | Posted in ข้อมูลรถ Nissan March | Posted on 12-08-2011

อ่านรีวิวได้ที่ครับ —>>> วิธีสังเกตจากภายนอกว่า Nissan March คันไหนเป็นรุ่นอะไร?

 

ขอบคุณมากครับ ที่ตามอ่านจนจบ แล้วเจอกันครับ

 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล”

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 19-06-2011

ย้ายรีวิวไปอยู่ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล” เรียบร้อยแล้วครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว “ติด Daytime Running Light LED + ไฟตัดหมอกของ FITT” ใน Nissan March

Posted by Biere | Posted in รีวิวของแต่ง Nissan March | Posted on 18-06-2011

หลังจากได้รับเกียรติจากทางบริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด (WDI) เจ้าของผลิตภัณฑ์ FITT ให้น้อง March ของผมได้เป็น 1 ใน 4 จตุรเทพ ที่ทำการทดสอบไฟ Daytime Running LED ทรงกลมที่บริเวณไฟตัดหมอกตามที่รีวิวในภาค 2 มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2010 ที่ผ่านมานั้น

 

ผมได้ทำการทดสอบการใช้งานจริงบนท้องถนนกรุงเทพควบคู่ไปกับการทดสอบโดย Lab ของโรงงาน FITT ย่านปทุมธานี ซึ่งหลังจากผ่านการทดสอบมาได้ 3 เดือนเต็ม ผลก็ออกมาว่า เจ้าไฟ LED ตัวนี้ ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานสินค้าของ FITT ที่จะวางจำหน่ายได้เลย

 

ซึ่งแน่นอน ด้วยมาตรฐานโรงงานที่เข้มงวด ย่อมทำให้ FITT ตัดสินใจไม่วางจำหน่ายสินค้าตัวนี้ (ทั้ง ๆ ที่มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าหลายท่านที่อยากได้) แต่ FITT เลือกที่จะพัฒนาสินค้าในรูปแบบเดียวกัน ด้วยแนวคิดใหม่ ๆ แทน

 

และด้วยเหตุนี้ ก็ทำให้ผมมีอันต้องโบกมือลาจากจตุรเทพ LED ทั้ง 4 อันประกอบด้วย สีส้ม 2 คัน และสีขาวมุก 2 คัน ทันที!!! โดยไม่มีข้อแม้…..

————————–

 

ระยะเวลา 3 เดือนที่ได้ใช้งานมันมา ย่อมทำให้ผมมีความผูกพันธ์กับมันอย่างลึกซึ้ง เพราะเจ้า Daytime LED ตัวนี้แหล่ะ ที่ทำให้เพื่อนผู้ใช้ March จำรถแตน ๆ ของผมได้ และเปิดไฟสูงทักทายอยู่บ่อยครั้ง

แต่ในเมื่อ “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” , “มีพบก็ต้องมีพราก มีจากก็ต้องมีเจอ” ย่อมทำให้ผมทำใจ และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาแทนมันให้ได้ เหมือนที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดอยู่บ่อยครั้งว่า “เก่าไป ใหม่มา”

และนี่คือ ภาพสุดท้ายที่ผมบันทึกมันไว้ ก่อนจะอำลามันอย่างจริงจังเสียที

 

และสิ่งที่ผมเลือกให้เข้ามาแทน ก็คือสิ่งนี้ครับ

 

นั่นคือไฟ Daytime Running ตัวใหม่ของ FITT ที่ได้ผ่านมาตรฐานโรงงานเรียบร้อย และพร้อมจำหน่ายจริงแล้วนั่นเอง

ซึ่งไฟตัวนี้จะติดตั้งบริเวณกระจังหน้าของรถ และมีฐานรองรับ ซึ่งเจ้าของรถจะสามารถเลือกสีให้เข้ากับรถได้ ซึ่งผมเองตัดสินใจเลือกสีโครเมียม เพื่อให้ Match กับกระจังหน้าโครเมียมเดิมนั่นเอง

แต่การจะติดตั้งลงกระจังหน้าเดิมได้ ผมก็ต้องสูญเสียอะไรไปนิดหน่อย

อย่างแรกคือ ต้องถอดเส้นโครเมียมของโรงงานออกมา 2 แถว

 

และทำการตัดชิ้นกระจังหน้าแนวตั้งออกไปทั้ง 2 ข้าง เพื่อจะได้ติดตั้งฐานไฟได้อย่างพอดิบพอดี

 

 

เมื่อเสร็จแล้ว จึงออกมาได้เป็นแบบนี้

 

 

มุมมองจากด้านข้าง

 

 

และเพื่อประโยชน์ของการใช้งานสูงสุด ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นไฟตัดหมอกของ FITT ใส่แทนในช่องเดิม

 

ซึ่งแน่นอน ว่ากว่าผมจะได้ใช้จริง ก็คงต้องรอให้มีหมอกจัดหรือฝนตกหนักเสียก่อน เพราะถ้าเปิดในภาวะปกติแล้ว นอกจากจะผิดกฎหมายจราจรแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดปัญหากับเพื่อนร่วมทางได้

 

 

มาดูด้านหน้าเต็ม ๆ กันบ้างครับ

 

 

มาดูปุ่มเปิด-ปิด กัน

 

ปุ่มซ้าย คือ ปุ่มเปิด-ปิดไฟตัดหมอก สามารถเปิดได้ต่อเมื่อ เปิดไฟหน้ารถแล้ว (ทั้งไฟหรี่และไฟใหญ่)
ปุ่มขวา คือ ปุ่ม Daytime Running นั่นเอง

สำหรับเจ้าปุ่ม Daytime Running นั้น จะแสดงสัญลักษณ์ด้วยรูปพระอาทิตย์ ทำให้ดูง่าย

และเพียงเราเปิดระบบไฟเครื่องยนต์ให้เป็น On (จะ Start เครื่องหรือไม่ก็ได้) ไฟเรืองแสงสีเขียวที่ปุ่มก็จะติดขึ้นมาทันที ว่าพร้อมใช้งานแล้ว เนื่องจากจุดประสงค์ของการใช้งานคือ เปิดในช่วงกลางวัน นั่นเอง

 

และเมื่อผมกดปุ่มเปิด ก็จะมีไฟสีเขียวขึ้นที่พระอาทิตย์ตามภาพ

 

 

มาดูปุ่มยามค่ำคืนบ้าง รูปแรกคือ ปุ่มไฟ Daytime ตอนยังไม่เปิด

 

 

เปิดแล้ววววว

 

 

ไฟ Daytime เปิด / ไฟตัดหมอกปิด

 

 

เปิดทั้งคู่เลย

ในยามค่ำคืน ถ้าเราเผลอเปิดไฟ Daytime ไว้ ระบบจะทำการ Drop หรือลดแสงไฟ Daytime ลงทันที เพื่อไม่ให้แยงสายตาผู้ใช้รถคนอื่น ซึ่งจะเหลือแต่แสงไฟสีขาวเรียงรายปกติเท่านั้นเอง

จากการใช้งานจริง ผมพบว่า ไฟ Daytime จะช่วยได้มาก เพราะสังเกตว่า รถจะไม่ค่อยตัดหน้ามากมายเหมือนเมื่อก่อน จะพบเห็นอาการชะงักอยู่บ่อย ๆ และปล่อยให้เราผ่านไปอย่างง่ายดาย

รวมถึงยังใช้กะระยะในการจอดประชิดคันหน้าได้อีก ด้วยการดูแสงไฟ LED ที่สะท้อนบริเวณกันชนรถคันหน้านั่นเอง

ซึ่งเวลามีแดดอย่างใน กทม สามารถใช้งานได้ดีสมมาตรฐานของ FITT ผมเองขับสวนกับ Benz E250 ตัวใหม่ที่มี Daytime ในลักษณะเดียวกัน ก็พบว่า ความสว่างของแสงเท่าเทียมกัน และแน่นอนว่า Daytime ตัว Limited Edition ตัวเก่า ไม่สามารถให้แสงได้สว่างเท่าตัวนี้เลย

แต่ถ้าขับรถเข้าใต้ตึกเมื่อไหร่ เช่น ลานจอดรถตามอาคารสำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า ควรปิดไฟ Daytime ทันที เพราะมันจะสว่างมากกกกกกกกกกกกถึงมากที่สุด และน่ากลัวจะกระทบสายตาผู้อื่นอย่างแน่นอน

จริง ๆ แล้ว ในยุโรปที่มีกฎหมายบังคับให้เปิดไฟ Daytime นั้น บางยี่ห้อที่ติดมาให้จากโรงงานจะไม่มีปุ่มเปิด-ปิดไฟเลย แต่ทาง FITT ก็เลือกที่ทำปุ่มเปิด-ปิดมาให้เข้ากับพฤติกรรมคนไทย ที่ยังไม่คุ้นเคยกับไฟ Daytime อันเนื่องมาจากยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเรานั่นเอง

ซึ่งเราจะเลือกเปิด-ปิดเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงแสงไฟจะ Drop ลงในยามค่ำคืนตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

สำหรับผม การติดตั้งในรูปแบบนี้ลงตัวมากที่สุดแล้ว สามารถเลือกใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงทั้ง 2 รูปแบบ และไม่ทำให้ช่างในศูนย์นิสสันบางคนหลงเข้าใจผิดอีก ว่าผมเปิดไฟตัดหมอกมาทำไมในช่วงเวลากลางวัน

สำหรับสนนราคาสินค้าทั้ง 2 ตัว มีวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งถ้าท่านใดสนใจ ก็สามารถสอบถามได้ครับ

 

 

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณบริษัท วิเชียรไดนามิคอินดัสตรี จำกัด (WDI) เจ้าของผลิตภัณฑ์ FITT ที่ให้เกียรติได้ทดสอบสินค้ามาตลอด และล่าสุดทาง FITT กำลังเตรียมวางจำหน่ายไฟท้าย LED ของ March แบบใหม่ ซึ่งจะเป็นยังไงนั้น ต้องไปชมด้วยสายตาของท่านเองที่งาน Motor Expo ในวันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ ในโซน Accessories Hall บู๊ท J32-33 หรือไปชมพร้อม ๆ กันได้ในวันที่ 11 ธันวาคมที่งาน Meeting ของ Club เรา

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ

 

 

หมายเหตุ : ท่านสามารถชมคลิป Daytime Running Light ของ FITT ได้ที่นี่ครับ

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

รีวิว Nissan March VL CVT by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?

Posted by Biere | Posted in รีวิว Nissan March VL CVT by Biere | Posted on 17-06-2011

ปรับรีวิวโฉมใหม่ แบ่งเป็นตอน ๆ แล้ว โดยเพื่อน ๆ เข้าไปอ่านตอนที่ 1 ได้ที่ รีวิว Nissan March VL CVT by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ? ตอนที่ 1 “รับรถที่โชว์รูม”

 


 
 

ให้กำลังใจผู้เขียนได้ด้วยการกด like ด้านล่างนี้ครับ หรือถ้าต้องการแสดงความคิดเห็น แนะนำ-ติชม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโพสต์ได้ที่ด้านล่างเลยครับ

 

 

ThaiMarch.info Rss